All New Mazda BT-50 PRO กระบะตัวโหด


Post นี้ผมขอนำเสนอรถกระบะบ้างนะครับ นั่นคือ All New Mazda BT-50 PRO จากค่าย Mazda ครับ สำหรับผมแล้วเจ้า BT-50 ใหม่ตัวนี้กล้าฉีกกฎรถกระบะแทบทั้งหมดกันเลยทีเดียวทั้งเส้นสายภายนอกที่โค้งมน ไฟท้ายที่ไม่เหมือนใคร (ซึ่งบางคนก็ชอบและไม่ชอบ) และที่สำคัญนั่นก็คือภายในห้องโดยสารของเจ้ากระบะคันนี้ บอกได้เลยว่า ออกแบบและทำออกมาได้เหมือนรถเก๋งกันเลยทีเดียว ผมกล้าพูดได้เลยว่าภายในของเจ้า BT-50 ใหม่นี้ทำเอารถเก๋งอายกันไปเลยก็ว่าได้นะครับ

ส่วนเรื่องเครื่องยนต์นั้น พอผมได้รู้ specification ถึงกับร้องโอ้โหและร้องออกมาว่า “แม่เจ้าโว้ย…กระบะอะไรพกม้ามาตั้ง 200 ตัว แถมแรงบิดมหาศาลที่ 400 นิวตัวเมตร” สำหรับผมแล้ว แรงเอาเรื่องทีเดียวครับ อันนี้ผมพูดถึงเครื่อง 3.2 นะครับ เครื่องแรงขนาดนี้ ถามว่าช่วงล่างเอาอยู่ไหม จากที่ดูจาก specification สำหรับผมแล้วผมว่าไอ้เจ้าช่วงล่าง DE-S เอาอยู่แบบเหลือๆเลยครับ รวมถึงระบบเบรคด้วยครับ ซิ่งระบบเบรคเป็นแบบวงจรไขว้นะครับ ถ้าจะว่ากันว่าวงจรไขว้เป็นยังไงก็เอาไว้จะเขียนเล่าให้ฟังอีกทีละกันนะครับ

ทีนี้เข้าเรื่องเลยดีกว่า มาดูกันว่า ไอ้เจ้าตัวโหด BT-50 Pro ตัวนี้มันมีดียังไง ลงรายละเอียดกันไปเลยนะครับ

All-New BT-50 ภายใต้คอนเซ็ปต์ฮีโร่ ‘ขับเคลื่อนทุกสิ่ง…ให้เป็นจริงได้’ พร้อมเครื่องยนต์ทรงพลัง ดีไอ-ธันเดอร์ โปร (Di-THUNDER PRO) และดึงผู้พันเบิร์ด – พันโท วันชนะ สวัสดี มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เปลี่ยนภาพลักษณ์ฮีโร่ในประวัติศาสตร์ให้เป็นฮีโร่ของครอบครัว และคนรอบข้าง ในยุค พ.ศ. 2555 ซึ่งทาง Mazda Sale Thailand ได้ตั้งเป้ายอดขายไว้สูงถึง 22,000 คัน

มร. โชอิชิ ยูกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า BT-50 PRO คือปิกอัพที่มีความสมบูรณ์แบบ และลงตัวที่สุดในยุดนี้ คาดว่าหลังเปิดตัวจะส่งผลให้ตลาดรถปิกอัพของประเทศไทยเปลี่ยนไป การออกแบบภายนอกและภายใน ดุจรถอเนกประสงค์สุดหรู และมีมิติขนาดที่ใหญ่สุดในตลาด โดยเฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อแบบยกสูง หรือ Hi-Racer จะเป็นจุดขายที่สำคัญของ มาสด้า ซึ่งจะทำให้บรรลุเป้าหมายการขายที่ตั้งไว้ในปีนี้ 22,000 คันอย่างแน่นอน

นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า BT-50 PRO จะสร้างดีมานด์ใหม่ เซ็กเม้นต์ใหม่ให้แก่ตลาดปิกอัพ และจะทำให้พฤติกรรมการซื้อรถปิกอัพของไทยเปลี่ยนไปจากเดิม กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือ กลุ่มคนที่ใช้รถปิกอัพทั้งในด้านธุรกิจการงาน และทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว เป็นกลุ่มคนที่เลือกใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ในแบบฉบับของตัวเอง มีความกระฉับกระเฉงในการใช้ชีวิต หรือพูดได้ว่า พวกเขาต้องการรถปิกอัพที่แตกต่าง เหนือกว่ารถปิกอัพที่มีอยู่ในตลาดขณะนี้

“กลยุทธ์ด้านราคาเป็นอีกสิ่งที่ Mazda ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 5 แสนกลางๆ เท่านั้น ในขณะที่รุ่นสูงสุด หรือรุ่นท็อป ซึ่งเป็นแบบสี่ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคายังไม่แตะ 1 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ลูกค้าที่เข้าข่ายในโครงการรถคันแรก ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่”

อันนี้สำหรับผมแล้ว ตัว Top ราคาไม่ถึงล้าน ผมว่าเป็นคู่แข่งในตลาดที่น่ากลัวมากครับ เพราะส่วนมากคนมักจะไม่กล้าซื้อกระบะเกินล้านครับ อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะครับ

การออกแบบ
BT-50 ใหม่ เน้นความเอนกประสงค์แบบรถกระบะ รูปลักษณ์ และความสะดวกสบาย ใช้วัสดุคุณภาพสูงแบบเดียวกับรถยนต์นั่ง ทีมนักออกแบบของ Mazda ใช้แนวคิด Sophisticated Beast แสดงออกถึงความสง่างามของราชสีห์ ด้วยสรีระที่สวยงาม แต่ดูแข็งแรง ปราดเปรียวคล่องแคล่ว กระจังหน้าทรง 5 เหลี่ยม ไฟหน้าแบบบูมเมอแรง (Boomerang Design) คงลักษณะเดียวกับรถยนต์นั่ง Mazda ด้านข้างมีความยาวของตัวรถมากที่สุด เมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน ซุ้มล้อหน้าขนาดใหญ่ถือเป็นวิวัฒนาการของการออกแบบ ที่ใช้ในการออกแบบรถยนต์นั่งของ Mazda ด้านหลังถูกกำหนดโดยเส้นคอนทัวร์ไลน์แนวนอนขนาดใหญ่ ทำให้เห็นแสงเงาของเส้นอย่างชัดเจน

ภายในเน้นความรู้สึกสปอร์ต และการออกแบบเหมือนกับรถยนต์นั่ง เลย์เอาต์คอนโซลหน้าด้วยรูปทรงไม่สมมาตร แบ่งเป็นมุมเปิดกว้างสำหรับส่วนของผู้โดยสารด้านหน้า และเป็นมุมแคบแบบโอบกระชับล้อมรอบในส่วนของผู้ขับขี่ การวางเลย์เอาท์ที่โอบล้อมให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง (Wraparound driving environment) ช่วยอำนวยความสะดวกได้สูงสุด


สีภายนอก มีให้เลือก 7 สี

  • ฟ้า กันเมททัล บลู ไมก้า Gunmetal Blue Mica (38L)
  • ขาว คูล ไวท์ Cool White (A2W)
  • แดง คอปเปอร์ เรด ไมก้า Copper Red Mica (37M)
  • ดำ แบลค ไมก้า Black Mica (16W)
  • เทา ไททาเนี่ยม เกรย์ Titanium Grey Metallic (30B)
  • ทอง สปาร์คกลิ้ง โกลด์ ไมก้า Sparkling Gold Mica (34E)
  • เงิน ไฮไลต์ ซิลเวอร์ เมทัลลิค Highlight Silver Metallic (18G)

รูปแบบตัวถัง – ภายใน
BT-50 ออกแบบด้วยแนวคิด Active Lifestyle Vehicle ให้ทั้งความสะดวกสบาย และความเอนกประสงค์ ตัวถังมี 2 แบบคือ 4 ประตู Double Cab 5 ที่นั่ง และฟรีสไตล์แค็ป (Freestyle Cab) สามารถเข้า – ออกได้สะดวกง่ายดาย พื้นที่เหนือศรีษะในห้องโดยสารด้านหน้า มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกัน เบาะนั่งออกแบบใหม่ ลดอาการเมื่อยล้าในการขับขี่ และให้ความสบายในการเดินทาง เบาะหน้าสามารถปรับระดับเพื่อความสะดวกสบายได้ดียิ่งขึ้น

เครื่องเสียงเล่นวิทยุ CD MP3 มีพอร์ท AUX และ USB จอเอนกประสงค์ Multi-Function Display ขนาด 3.5 นิ้ว แบบ Monochrome Super Twisted Nematic (STN) หรือ แบบ Dot-Matrix มีให้ใช้ในรุ่นระดับกลางเป็นต้นไป ส่วนแบบ 2-line Display ติดตั้งในรุ่นเริ่มต้น จอแสดงผลวางอยู่ที่ตำแหน่งด้านบนสุดของคอนโซลกลางด้านหน้า เพื่อแสดงการสั่งการการทำงานของระบบเครื่องเสียง การควบคุมทำได้ง่าย ด้วยปุ่มควบคุมแบบ Jog Pad ที่อยู่ตรงกลาง และล้อมรอบด้วยปุ่มฟังค์ชั่นการทำงานอื่นๆ

ช่องเก็บสัมภาระมีมากมายตลอดทั้งห้องโดยสาร ผู้โดยสารทุกคนสามารถจัดเก็บของใช้ส่วนตัวได้ ฝั่งผู้ขับขี่มีช่องเก็บของเฉพาะ Driver’s Glove box รวมทั้งช่องเก็บของเหนือศรีษะ ส่วนช่องเก็บสัมภาระด้านผู้โดยสารด้านหน้า ออกแบบให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น ช่องวางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่งในคอนโซลกลาง ช่องเก็บสัมภาระแบบ 2 ชั้นที่คอนโซลกลาง แผงประตูหน้าสามารถวางขวดน้ำขนาด 1 ลิตรได้ รุ่นดับเบิ้ลแค็ป 4 ประตู และรุ่นฟรีสไตล์แค็ป มีช่องเก็บสัมภาระใต้เบาะนั่งด้านหลัง

เครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง
BT-50 มากับเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ Di-THUNDER PRO แบ่งเป็น Di-THUNDER PRO 2.2 ลิตร คอมมอนเรล ไดเรคอินเจคชั่น 4 สูบ 16 วาล์ว กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 38.2 กก.-ม. 1,500 – 2,500 รอบ ให้กำลังมากกว่าเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร ที่มีอยู่ในตลาด และเครื่องยนต์ดีเซล 5 สูบ Di-THUNDER PRO 3.2 ลิตร กำลังสูงสุด 200 แรงม้า ที่ 3,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดถึง 47.8 กก.-ม. ที่ 1,750 – 2,500 รอบ/นาที


เสื้อสูบทำจากเหล็กหล่อ ออกแบบด้วยโครงสร้างเฟรมแบบขั้นบันไดเพื่อให้ความแข็งแรงมากขึ้น ฝาสูบทำจากอลูมิเนียม ลูกเบี้ยวขับเคลื่อนด้วยโซ่ ตัวปรับแลชแบบไฮโดรลิค เทคโนโลยีล่าสุดของระบบปั๊มคอมมอนเรลแรงดันสูงมาก 1,800 บาร์ พร้อมกับหัวฉีดหลายจังหวะ เทอร์โบแปรผัน Variable-nozzle turbocharger สำหรับเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร ส่วนเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร มาพร้อมกับเทอร์โบแบบ Fixed-geometry turbocharger อินเตอร์คูลเลอร์ขนาดใหญ่ ถูกนำมาใช้กับเทอร์โบในทุกๆ รุ่น รวมทั้งระบบการหมุนเวียนไอเสียไหลกลับประสิทธิภาพสูง ช่วยลดอุณหภูมิการเผาไหม้และปริมาณการปล่อย NOX ทั้งคู้มีทั้งเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรืออัตโนมัติ 6 จังหวะ

เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ คันเกียร์สั้นกระชับ ให้การเปลี่ยนที่รวดเร็ว ให้ความรู้สึกแบบรถยนต์นั่ง ซิงโครไนเซอร์เชื่อมแบบ Rigid ส่งถ่ายแรงบิดสูงได้ ในขณะที่ยังให้การเปลี่ยนเกียร์ที่เบา ง่าย และแม่นยำ มีสัญญาณเตือนให้เปลี่ยนเกียร์ (Upshift Indicator) แสดงผลที่มาตรวัด ช่วยให้หลีกเลี่ยงการลากรอบเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น ซึ่งส่งผลถึงการประหยัดน้ำมันโดยตรง

เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ อัตราทดเกียร์ในแต่ละเกียร์สัมพันธ์กัน ส่งกำลังได้ดีตั้งแต่รอบต่ำ ช่วยลดมลพิษ และประหยัดน้ำมัน มีกล่องควบคุมการทำงานโดยเฉพาะ ช่วยควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่ความเร็วสูง ทำงานร่วมกับระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์

นอกจากนี้ยังมีระบบ Active Adaptive Shift Control (AAS) ช่วยควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ให้สอดคล้องกับการขับขี่ของผู้ขับขี่ โดยระบบจะเรียนรู้จากพฤติกรรมการขับขี่ในแต่ละสถานการณ์ และ Sequential Shift Control (SSC) ช่วยให้สามารถเลือกโหมดการขับขี่ทั้งโหมดธรรมดา โหมดเพอร์ฟอร์มานซ์ และโหมดแมนนวล ซึ่งสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้แบบเกียร์ธรรมดา ทั้ง 2 เทคโนโลยีนี้ มีใช้ในรถยนต์นั่งของ Mazda อย่าง Mazda 3

ช่วงล่าง – ระบบขับเคลื่อน
BT-50 ใช้กันสะเทือนหน้าอิสระแบบปีกนกคู่ (Double-wishbone) และคอยล์สปริง ด้านหลังแบบคานแข็งและชุดแหนบ พวงมาลัยแรคแอนพีเนียน ยึดด้วยโครงสร้างแบบ Rigid Mounting ให้การตอบสนองได้ดี อัตราทดพวงมาลัยรวดเร็วมากขึ้น และองศาการเลี้ยวที่เพิ่มมากขึ้น ช่วยให้ความสามารถในการบังคับเลี้ยวดีที่สุดในรถระดับเดียวกัน ตอบสนองได้แม่นยำตามแบบฉบับ ซูม-ซูม

ทุกรุ่นใช้ดิสค์เบรกหน้า คาร์ลิเปอร์แบบลูกสูบคู่ เส้นผ่าศูนย์กลางดิสค์เบรกขนาดใหญ่ถึง 16 นิ้ว โครงสร้างแชสซีส์และตัวถัง ออกแบบให้มีการยึดเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังในแบบที่ช่วยลดการสั่นสะเทือน ลดเสียงรบกวน (NVH – Noise, vibration, and harshness) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบขับเคลื่อนมีให้เลือกหลากหลาย รุ่น Double Cab ขับเคลื่อน 4 ล้อ, รุ่น Freestyle Cab ขับเคลื่อน 4 ล้อ และมีรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อแบบยกสูง หรือ 2WD Hi-Racer ซึ่งติดตั้งบันไดข้างเพื่อความสะดวกและง่ายในการก้าวขึ้นและลงจากรถ

ความสามารถในการลากจูงหรือ Towing Capacity ดีที่สุดสำหรับรถในระดับเดียวกัน ช่วยให้ภาระอย่างการลากเรือ หรืออุปกรณ์และสัมภาระอื่นๆ ในการเดินทาง ทำได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว กระบะบรรทุกทุกรุ่นใหญ่กว่ารุ่นปัจจุบันมาก โครงสร้างเหล็กแบบ 2 ชั้นให้ความทนทานสูง ผนังด้านข้างออกแบบให้เป็นร่องหลายชั้น ให้สะดวกสำหรับการติดตั้งอุปกรณ์เสริมที่จะกั้น หรือแยกพื้นที่เก็บของในกระบะบรรทุกเป็นส่วนๆ

ความปลอดภัย จัดเต็มจริงๆ
อุปกรณ์ด้านความปลอดภัยมีให้ใช้อย่างครบครัน Mazda ติดตั้งเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัยเช่นเดียวกับในรถยนต์นั่ง เริ่มตั้งแต่ทัศนวิสัยที่ดีในทุกมุมมอง ไปจนถึงเทคโนโลยีช่วยควบคุมการทำงาน ระบบเบรก ABS 4 ล้อ (4W-ABS), ระบบป้องกันการลื่นไถล (Traction Control System, TCS) และระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ (Dynamic Stability Control, DSC) ถูกเสริมเพิ่มเติมด้วยระบบ:

  • Emergency Brake Assist (EBA): ช่วยเพิ่มแรงเบรกฉุกเฉิน เพิ่มแรงเบรกให้มากพอในการหยุดรถ
  • Brake Override System (BOS): ตัดการทำงานของคันเร่งอัตโนมัติ ในกรณีที่แป้นเบรกและคันเร่งถูกเหยียบในเวาลาเดียวกัน
  • Emergency Stop Signal (ESS): สัญญาณเตือนการเบรกฉุกเฉิน แสดงผลขณะเบรกในสถานะการณ์ฉุกเฉินเมื่อใช้ความเร็วสูง สัญญาณไฟฉุกเฉินจะปรากฏขึ้น
  • Load Adaptive Control (LAC): ระบบควบคุมการทรงตัวเมื่อบรรทุก ระบบจะทำการจับตำแหน่งและน้ำหนักของสัมภาระที่บรรทุก แล้วควบคุมการทำงานของระบบเบรก ABS, TCS และ DSC ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก การป้องกันการลื่นไถล รวมถึงการป้องกันรถผลิกคว่ำ
  • Trailer Sway Assist (TSA): ระบบช่วยการทรงตัวของรถลากขณะลากจูง โดยเมื่อรถลากเริ่มที่จะส่ายออกด้านข้าง ระบบจะทำการปรับความเร็วของล้อทั้งด้านซ้ายและด้านขวา เพื่อรักษาตำแหน่งของรถลากให้เหมาะสม
  • Roll Stability Control (RSC): ระบบป้องกันรถพลิกคว่ำ ทำงานโดยการตรวจสอบพฤติกรรมของรถ และควบคุมแรงเบรกในแต่ละล้อเพื่อป้องกันรถผลิกคว่ำ
  • Hill Launch Assist (HLA): ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน ทำงานในจังหวะที่ผู้ขับขี่ถอนเท้าจากแป้นเบรคเพื่อไปเหยียบคันเร่ง ระบบจะทำการหยุดรถ 2 วินาที
  • Hill Descent Control : ระบบควบคุมการขับขี่ทางลาดเอียง สั่งให้เพิ่มแรงเบรกเพื่อรักษาความเร็วที่ใช้อยู่ให้คงที่ มีติดตั้งอยู่ใน BT-50 รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

ราคาตามข้างล่างนี้เลยครับ

  • รุ่นฟรีสไตล์แค็ป 4×2 S 2.2L เกียร์ธรรมดา 6 สปีด สีเมทัลลิค 589,000 บาท
  • รุ่นฟรีสไตล์แค็ป 4×2 V 2.2L เกียร์ธรรมดา 6 สปีด สีเมทัลลิค 639,000 บาท
  • รุ่นฟรีสไตล์แค็ป 4×2 V 2.2L ABS เกียร์ธรรมดา 6 สปีด สีเมทัลลิค 683,000 บาท
  • รุ่นฟรีสไตล์แค็ป 4×2 V 2.2L Hi-Racer เกียร์ธรรมดา 6 สปีด สีเมทัลลิค 659,000 บาท
  • รุ่นฟรีสไตล์แค็ป 4×2 V 2.2L Hi-Racer ABS เกียร์ธรรมดา 6 สปีด สีเมทัลลิค 715,000 บาท
  • รุ่นฟรีสไตล์แค็ป 4×4 R 3.2L เกียร์ธรรมดา 6 สปีด สีเมทัลลิค 814,000 บาท
  • รุ่นดับเบิ้ลแค็ป 4×2 S 2.2L เกียร์ธรรมดา 6 สปีด สีเมทัลลิค 629,000 บาท
  • รุ่นดับเบิ้ลแค็ป 4×2 V 2.2L เกียร์ธรรมดา 6 สปีด สีเมทัลลิค 724,000 บาท
  • รุ่นดับเบิ้ลแค็ป 4×2 V 2.2L ABS เกียร์ธรรมดา 6 สปีด สีเมทัลลิค 764,000 บาท
  • รุ่นดับเบิ้ลแค็ป 4×2 V 2.2L Hi-Racer เกียร์ธรรมดา 6 สปีด สีเมทัลลิค 746,000 บาท
  • รุ่นดับเบิ้ลแค็ป 4×2 V 2.2L Hi-Racer ABS + เบาะหนัง + Cruise Control เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด สีเมทัลลิค 874,000 บาท
  • รุ่นดับเบิ้ลแค็ป 4×4 R 3.2L ABS+DSC เกียร์ธรรมดา 6 สปีด สีเมทัลลิค 943,000 บาท
  • รุ่นดับเบิ้ลแค็ป 4×4 R 3.2L ABS + DSC + เบาะหนัง + Cruise Control เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด สีเมทัลลิค 988,000 บาท

แหล่งที่มา Mazda Sale (Thailand) Co, Ltd.