The Legend of Mitsubishi Lancer Evolution


ผมได้เคยเสนอบทความเกี่ยวกับตำนานของ Honda Civic มาแล้วครั้งนึงซึ่งก็อาจจะช่วยให้เราเข้าใจถึงการพัฒนาของรถยนต์รุ่นนี้จากอดีตจนถึงปัจจุบันว่ามันมีวิวัฒนาการมาเช่นไร มาวันนี้ผมก็อยากจะนำเสนออีกตำนานที่เป็นตำนานความแรงทั้งทางเรียบและทางฝุ่นซึ่งมีการเดินทางที่ยาวนานนับสิบๆปีของรถยนต์ที่มีชื่อว่า “Mitsubishi Lancer Evolution” นั่นเองครับ Evo เป็นรถที่ผมคลั่งไคล้มากทีเดียว ด้วยที่ตัวมันเองมีความดิบและเถื่อนอยู่เยอะพอสมควร ทำให้คนเถื่อนๆอย่างผมชอบมันได้ไม่ยาก แต่เนื่องด้วยเหตุผลหลายๆประการที่ทำให้ประเทศไทยของเรานั้นไม่มีโอกาสได้หาซื้อกันง่ายๆ ต้องนำเอา Lancer ธรรมดามาแปลงเป็น Evo เป็นเรื่องที่น่าเสียดายจริงๆ

เข้าเรื่องเลยละกันนะครับ อย่างที่บอกไปแล้วว่า Evo นั้นเป็นรถที่มีตำนาน และหลายๆคนต้องรู้จักหรือเคยสัมผัสถึงพิษสงของมันไม่มากก็น้อย ทีนี้ก็มาดูกันว่า มันมีมาแล้วทั้งหมดกี่รุ่น รุ่นจากไหนไปไหนกันเลยดีกว่าครับ

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เกิดจากการเข้าร่วมกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตและการแข่งขันแรลลี่โลก World Rally Championship (WRC) ซึ่งมักจะประสบกับชัยชนะเกือบทุกครั้ง จากความสำเร็จดังกล่าว จึงถูกนำพัฒนาและถ่ายทอดในรถยนต์ของนักขับรถ

ย้อนหลังไปต้นทศวรรษที่ 1970 ตัวแข่งแรลลี่โลกของมิตซูบิชิถูกพัฒนามาจาก โคลต์ กาแลนท์ 16L จากนั้นเข้าสู่ยุคของแลนเซอร์รุ่นแรก 1600 GSR ตามด้วยแลนเซอร์รุ่นกล่องไม้ขีด ที่ได้รับความนิยมจากนักแข่งและทีมแข่งต่างๆ ตลอดปี 1981 – 1982 รวมทั้งสปอร์ตคูเป้รุ่นสตาร์เรียน กระทั่งเข้าสู่ยุคของกาแลนท์ VR-4 ซึ่งถือเป็นยุคทองของมิตซูบิชิ จนเมืองไทยนิยมนำเข้ามาเพื่อแข่งขันแต่เมื่อมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ตัดสินใจขยายตลาดโดยเน้นรถซีดานขนาดกลางอย่างจริงจัง ด้วยการเปิดตัว กาแลนท์ อัลติมา ซึ่งมีขนาดตัวถังใหญ่เกินไปจึงไม่เหมาะกับการแข่งขัน ดังนั้นทีมมอเตอร์สปอร์ตจึงพัฒนาตัวแข่ง ใหม่ในนาม อีโวลูชั่น ในขณะเดียวกันสมาพันธ์ FIA กำหนดรถยนต์ที่เข้าแข่งขันกรุ๊ป A ต้องผลิตออกขายอย่างน้อย 2,500 คัน/ปี มิตซูบิชิจึงต้องผลิตอีโวชั่นทำตลาดจริงให้ถึงจำนวนที่กำหนดดังกล่าว นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะแลนเซอร์ อีโวลูชั่น สามารถกวาดชัยชนะจากสนามแข่ง WRC นับไม่ถ้วน ทั้งยังคว้าแชมป์แรลลี่โลกสะสมเก็บคะแนนในปี 1998 มาครองได้สำเร็จ

ทีนี้ผมจำนำพาท่านๆเข้าสู่ตำนานแห่ง อีโวลูชั่น ที่น่าจดจำ

EVOLUTION I (7 กันยายน 1992 – จำกัดจำนวนผลิต 2,500 คัน)

ถูกพัฒนาบนพื้นฐานแลนเซอร์รุ่น อี-คาร์ มีให้เลือกทั้งรุ่น RS สำหรับลูกค้าที่ต้องการรถสภาพเดิมไปโมดิฟายเพื่อลงแข่งในสนามและรุ่น GSR สำหรับลูกค้าทั่วไป ด้วยความยาวตัวถัง 4,310 มิลลิเมตร กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,395 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,500 มิลลิเมตร น้ำหนักตัว 1,240 กิโลกรัม ขุมพลัง 4G63T 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 250 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 31.5 กก.-ม. ที่ 3,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ลงสู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ คู่หน้าแบบมีรูระบายความร้อน

EVOLUTION II (22 ธันวาคม 1993 – จำกัดจำนวนผลิต 5,000 คัน)

ดูเหมือนไม่มีการปรับโฉมใหม่ใดๆ จากเวอร์ชั่นที่แล้ว แต่ความจริงแล้วมีหลายจุดที่ อีโวลูชั่น II แตกต่างจาก อีโวลูชั่น I เช่นเครื่องยนต์ที่มีการเพิ่มแรงดันบูสเตอร์เทอร์โบที่มากขึ้น ระยะวาล์ว เป็นต้น รีดแรงม้าเป็น 260 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 31.5 กก.-ม. ที่ 3,000 รอบ/นาที ปรับปรุงระบบกันสะเทือนเพียงเล็กน้อย

EVOLUTION III (27 มกราคม 1995 – จำกัดจำนวนผลิต 5,000 คัน)

การปรับปรุงเน้นไปที่การเปลี่ยนมาใช้ชุดแอโรพาร์ท รวมทั้งสปอยเลอร์รอบคันใหม่ทั้งหมดให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มแรงกดและลดค่าสัมประสิทธิ์ต้านทานอากาศ (แอโรไดนามิก) ลง ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มเป็น 1,260 กิโลกรัม ยังใช้ตัวถัวรวมทั้งช่วงล่างและระบบกำลังส่งเดิม แรงม้าอยู่ที่ 270 แรงม้า (PS) ที่ 6,250 รอบ/นาที โดยคงแรงบิดสูงสุดเท่าอีโวลูชั่น II ระบบกันสะเทือนถูกปรับปรุงให้ตอบสนองได้เฉียบคมยิ่งขึ้น จนทำให้อีโวลูชั่น III แรงสุดและหนักสุด แต่มีสมรรถนะดีที่สุดในกลุ่มอีโวลูชั่นที่ใช้พื้นฐานแลนเซอร์รุ่นอี-คาร์

EVOLUTION IV (30 กรกฎาคม 1996 – จำกัดจำนวนผลิต 6,000 คัน)

มีการเปลี่ยนแปลงตัวถังเป็นครั้งแรก มาใช้พื้นฐานเดียวกับแลนเซอร์ ซีเค ตัวถัวยาว 4,330 มิลลิเมตร กว้าง 1,415 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,510 มิลลิเมตร และน้ำหนักตัว 1,350 กิโลกรัม เป็นรุ่นแรกที่ติดตั้งพวงมาลัย 3 ก้านทรงสปอร์ตพร้อมถุงลมนิรภัย ขุมพลังยังยืนหยัดกับรหัส 4G63T แต่อัพเกรดสมรรถนะ 280 แรงม้า (PS) ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 36.0 กก.-ม. ที่ 3,000 รอบ/นาที เป็นอีโวลูชั่นรุ่นแรกที่ย้ายตำแหน่งเครื่องยนต์มาติดตั้งเยื้องอยู่ฝั่งเดียวกับคนขับเชื่อมการทำงานกับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะแบบ Shift – Short Stroke และถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกในโลกที่ติดตั้งระบบควบคุมแรงบิดล้อหลัง AYC (Active Yaw Control) ใกล้เฟืองท้ายเพื่อให้เข้าโค้งได้ฉับไวและทรงตัวดีเมื่อเบรกกะทันหัน

EVOLUTION V (มกราคม 1998 – จำกัดจำนวนผลิต 6,000 คัน)

ปรับโฉมให้เหมือนกับรุ่นไมเนอร์เชนจ์ของตระกูลแลนเซอร์ซีเค โดยเพิ่มช่องรับอากาศขนาดใหญ่เพื่อระบายความร้อนในเครื่องยนต์ ขนาดตัวถัง 4,350 มิลลิเมตร กว้าง 1,770 มิลลิเมตร สูง 1,415 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,510 มิลลิเมตร น้ำหนักตัว 1,360 กิโลกรัม เครื่องยนต์บล็อกเดิม แต่เพิ่มแรงบิดสูงสุดเป็น 38.0 กก.-ม. ที่ 3,000 รอบ/นาที

EVOLUTION VI (7 มกราคม 1999 – จำกัดจำนวนผลิต 7,000 คัน)

เน้นปรับปรุงชุดแอร์โรพาร์ท และระบบหล่อเย็นให้ตรงข้อกำหนดใหม่ของ FIA และปรับปรุงสปอยเลอร์หลังโดยใช้พื้นฐานรูปทรงเดิมแต่ฐานล่างทรงสามเหลี่ยมนูนเจาะโล่งเพื่อประสิทธิภาพในการกดตัวถังขณะแล่นด้วยความเร็วสูง ปรับปรุงระบบกันสะเทือนให้ยึดเกาะถนนดีขึ้น ปรับปรุงการทำงานของระบบ AYC ให้แม่นยำยิ่งขึ้นระบบอัดอากาศเทอร์โบ เปลี่ยนแกนเทอร์ไบน์มาใช้ไททาเนี่ยมเป็นครั้งแรกในโลก

EVOLUTION VI TOMMY MAKINEN LIMTED (10 ธันวาคม 1999 – จำกัดจำนวนผลิต 2,500 คัน)

มิตซูซูบิชิสร้างอีโวลูชั่น VI เวอร์ชั่นพิเศษเพื่อเป็นที่ระลึกแก่ทอมมี่ มาคิเนน อดีตนักแข่งทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ซึ่งแตกต่างจากอีโวลูชั่น VI เล็กน้อย ยึดการตกแต่งด้วยโทนสีแดง ออกแบบชุดแอโรพาร์ทใหม่ทั้งหมด ลดความสูงของตัวถังจรดพื้นถนนจากรุ่นเดิมลงไปอีก 10 มิลลิเมตร ถังน้ำมันพร้อมฝาปิดแบบใหม่ป้องกันการกระฉอกขณะเข้าโค้งต่างระดับด้วยความเร็วสูง ขุมพลังมีแรงม้าเท่าเดิม แต่แรงบิดลดลงมาอยู่ที่ 38.0 กม.-ม.ที่ 2,750 รอบ/นาที รุ่นนี้เป็นที่เรียกกันอีกชื่อว่า EVO 6.5

EVOLUTION VII & EVOLTION VII GT-A (26 มกราคม 2001 – จำกัดจำนวนผลิต 10,000 คัน)

เป็นครั้งที่ 2 ที่เปลี่ยนตัวถังใหม่โดยใช้พื้นฐานของแลนเซอร์ซีเดียมีขนาดตัวถังยาวขึ้นเป็น 4,455 มิลลิเมตร กว้าง 1,770 มิลลิเมตร สูง 1,450 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,625 มิลลิเมตร ปรับปรุงให้แตกต่างจากรุ่นมาตรฐานหลายจุด เช่น ฝากระโปรงหน้าอะลูมิเนียมพร้อมช่องดังอากาศ การตกแต่งภายในยังคงบุคลิกสปอร์ตไว้เต็มพิกัด เครื่องยนต์ 4G63T ถูกปรับปรุงท่อทางเดินไอเสียเพื่อให้อากาศหลังการเผาไหม้ระบายออกสู่ปลายท่อดีขึ้น เพิ่มความกว้างให้กับอินเตอร์คูลเลอร์รีดกำลังสูงสุดออกมาได้ที่ 280 (PS) ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 39.0 กก.- ม. 3,500 รอบ/นาที และยังคงส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ รุ่น W5M51 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเปลี่ยนมาใช้ระบบ ACD (Active Center Differential) เป็นครั้งแรกในโลก แทนระบบ Viscous Coupling โดยใช้ระบบแรงดันไฮโดรลิกร่วมกับคลัตช์หลายแผ่นมั่นใจด้วยดิสก์เบรก 4 ล้อ 4 คาลิปเปอร์ พร้อม ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Controlled Brake Force Distribution System) พร้อมระบบลดความร้อนของจานเบรกและวาล์วปรับแรงดันน้ำมันเบรก PVC ( Presure Control Valve)

ส่วนรุ่น GT-A เป็นรุ่นเกียร์อัตโนมัติรุ่นแรกในตระกูลอีโวลูชั่นนำเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS -II พร้อมโหมดบวก-ลบมาติดตั้งส่งผลให้กำลังสูงสุดของเครื่องยนต์บล็อกเดิมลดลงเหลือ 272 แรงม้า (PS) ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดเหลือ 35 กก.-ม. ที่ 3,000 รอบ/นาที อีกทั้งยังมีรายละเอียดการตกแต่งภายในและภายนอกต่างจากอีโวลูชั่น VII เล็กน้อย เช่น พวงมาลัย อ๊อฟชั่นภายใน ภายในรถ สปอยเลอร์หลัง

EVOLUTION VIII (28 มกราคม 2003 – จำกัดจำนวนผลิต 5,000 คัน)

เป็นครั้งแรกที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เริ่มส่งออกสายพันธ์ความแรงอีโวลูชั่นไปวาดลวดลายยังท้องถนนในดินแดนลุงแซม (สหรัฐอเมริกา) จุดประสงค์หลักของการปรับปรุงอีโวลูชั่น VIII พุ่งเป้าไปที่การยกระดับสมรรถนะที่ดีอยู่แล้วในอีโวลูชั่น VII ให้ดียิ่งขึ้น เริ่มจากขุมพลังรหัส 4G63T สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,997 ซีซี พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์และเทอร์โบถูกปรับปรุงรายละเอียดเล็กน้อย เพิ่มความทนทานของลูกสูบอะลูมิเนียม และก้านสูบแบบเหล็กหล่อ รวมทั้งเปลี่ยนใช้สปริงวาล์วน้ำหนักเบา เพื่อช่วยลดแรงเฉื่อยและแรงเสียดทานในการทำงานของชุดวาล์ว

เวอร์ชั่นญี่ปุ่นยังคงแรงอยู่ที่ 280 แรงม้า (PS) ที่ 6,500 รอบ/นาที เพิ่มแรงบิดให้สูงขึ้น 40.0 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที โดยรุ่น GSR จะส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ อัตราทดชิด (Close Ration) รุ่น W6MAA พร้อมแหวนยกแป้นใต้หัวเกียร์ป้องกันการเข้าเกียร์ถอยหลังผิดผลาดเหมือนรถยุโรปบางรุ่น แต่รุ่น RS ยังคงติดตั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ อัตราทดชิดพิเศษ (Super Close Ration) รุ่น W5M51 โดยมีเกียร์ 6 จังหวะจากรุ่น GSR ให้เลือกเป็นออฟชั่นพิเศษ สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงระดับ 9.7 กิโลเมตร/ลิตร โดยรุ่น RS ใช้ถังน้ำมันขนาด 55 ลิตร แต่ในรุ่น GSR เปลี่ยนขนาดถังให้ใหญ่ขึ้นอีก 7 ลิตร เป็น 62 ลิตร

ส่วนเวอร์ชั่นอเมริกันจำเป็นต้องลดพิกัดความแรงลงมาเพื่อให้ผ่านมาตรฐานมลพิษระดับ LEV1 – LEV ของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ลงมาเหลือ 275 แรงม้า (PS) ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 37.7 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที พ่วงกับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ

ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นไหนจะถูกพ่วงเข้ากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมระบบเพลากลาง ACD (Active Center Differential) ทำหน้าที่แทน Viscous Coupling โดยใช้ระบบแรงดันไฮโดรลิก ร่วมกับคลัตซ์หลายแผ่น เพื่อกระจายแรงบิดจากเครื่องยนต์ไปสู่ล้อคู่หน้าและหลังเท่าๆ กัน อีกทั้งผู้ขับขี่ยังเลือกการทำงานได้ 3 โหมดตามสภาพถนนคือ Tarmac/Gravel/Snow

นอกจากนี้เฉพาะรุ่น GSR ยังเพิ่มระบบชุดเฟือง Super AYC (Active Yaw Control) ติดตั้งใกล้เฟืองท้ายทำงานประสานกับระบบ ACD เพื่อเข้าโค้งได้ฉับไวและทรงตัวดีเมื่อเบรกกะทันหัน ระบบกันสะเทือนยกมาจากรุ่นเดิม หน้าแมคเฟอร์สันสตรัทหลังแบบมัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลงหน้า-หลัง ถูกปรับปรุงจุดยึดต่างๆ เพื่อให้ช่วยลดการบิดตัว ส่งผลให้ยึดเกาะถนนดีขึ้น ระบบห้ามล้อเป็นดิสก์เบรกมีรูระบายอากาศทั้ง 4 ล้อ คู่หน้าเป็นแบบ 4 คาลิปเปอร์ส่วนคู่หลังมี 2 คาลิปเปอร์ ระบบป้องกันล้อล็อก ABS ถูกอัพเกรดขึ้นเป็นแบบ Sport ABS มีเซนเซอร์จับอาการล็อกล้อทั้ง 4 เพิ่มเซนเซอร์จับการหมุนของพวงมาลัยและหมุนเลี้ยวของล้อทั้ง เพื่อคำนวณหาแรงเบรกที่เหมาะสมของแต่ละล้อและสั่งการไปยังล้อข้างนั้นๆ ส่วนระบบกระจายแรงเบรก EBD พร้อมระบบลดความร้อนของจานเบรกและวาล์วปรับแรงดันน้ำมันเบรก PVC (Pressure Control valve)

โครงสร้างตัวถังมีความยาว 4,490 มิลลิเมตร กว้าง 1,770 มิลลิเมตร สูง 1,450 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,625 มิลลิเมตร กระจังหน้าทรงปิรามิดลายเอกลักษณ์ใหม่ของมิตซูบิชิกลืนเป็นช้อนเดียวกับกันชนหน้า เสริมการทำงานด้วยแผ่นปิดใต้ท้องเครื่องยนต์ช่วยให้การระบายอากาศเข้าสู่อินเตอร์คูลเลอร์ดีขึ้นกกว่าเดิม 10% และเพิ่มแรงกดให้กดให้กระแสลมบริเวณด้านหน้าทำให้อากาศไหลผ่านอย่างไหลลื่น ทั้งยังลดค่าสัมประสิทธิ์หลักอากาศพลศาสตร์ได้อีกด้วยสปอยเลอร์หลังหล่อขึ้นรูปจากพลาสติกผสมคาร์บอนไฟเบอร์ CFRP (Carbon Fiber – Reinforced Plastic) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของรถยนต์ซีดานจากสายการผลิตบริษัทแม่โดยตรง

ห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีดำเป็นหลัก แผงหน้าปัดตกแต่งคอนโซลด้วยสีน้ำเงินชุดมาตรวัดความเร็วจะเพิ่มตัวเลขให้เกินพิกัดความเร็วสูงสุดถึง 270 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ยังจะมีระบบตัดการจ่ายเชื้อเพลิงเมื่อถึงความเร็ว 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตามกฎหมายของญี่ปุ่นไว้เช่นเดิม

EVOLUTION IX

อีโวลูชั่น 9 แบ่งออกเป็น 3 รุ่น คือ GLS, RS และรุ่นท็อปไลน์ MR (Mitsubishi Racing) ลูกค้าสามารถเลือกการตกแต่งได้หลากหลายรูปแบบตามแต่รสนิยมความต้องการ รวมถึงการตกแต่งให้ใกล้เคียงกับตัวแข่งแรลลี่โลก WRC ให้มากที่สุดก็สามารถทำได้

อีโวลูชั่น 9 ใช้เครื่องยนต์ บล็อก 4 สูบเรียง 16 วาล์ว พ่วงเทอร์โบ-อินเตอร์คูลเลอร์เวอร์ชั่นล่าสุด รหัส 4G63T โดยทำงานพร้อมกับระบบ Mivec ยกวาล์วผันแปรตามรอบเครื่องยนต์ ช่วยรีดพละกำลังได้สูงสุด 280 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 390 นิวตัน-เมตร มาที่รอบต่ำเพียง 3,500 รอบ/นาที

ระบบส่งกำลังใช้แบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีดในรุ่น GLS และ RS ซึ่งได้รับการปรับปรุงอัตราทดให้ถ่ายเทแรงบิดได้ไหลลื่นยิ่งขึ้น ขณะที่อัตราทดในเกียร์สูงสุดก็ได้รับการพัฒนาเพื่อการใช้ความเร็วสูง ในส่วนของรุ่น MR ใช้ระบบเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด

ในส่วนของช่วงล่างได้รับการปรับแต่งให้แน่นปึ๊กสไตล์แรลลี่ ช็อกอัพใช้ของบิลสไตน์ (BILSTIEN) ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบ AWD ตะกุยสี่ล้อตลอดเวลา ซึ่งจะมาพร้อมกับระบบควบคุมแรงบิด ACD ปรับเปลี่ยนได้ 3 โหมด สำหรับสภาพถนนแบบ ฝุ่นกรวด, ลาดยาง และพื้นหิมะ ขณะที่ระบบเบรกใช้ของเบรมโบ คอยคุมฝูงม้าไม่ให้พยศเกินความจำเป็น
รูปโฉมภายนอกดีไซน์ใหม่ โดยมีจุดประสงค์เพื่อ สร้างแรงกดตามหลักแอโรไดนามิกส์ และเพื่อระบายความร้อนจากเครื่องยนต์ได้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของล้ออัลลอย ถือว่า เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของอีโวลูชั่น แทบทุกรุ่น สำหรับ “อีโว 9” ใช้ล้อของเอนไก อะลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบา ขนาด 17 นิ้วหุ้มด้วยยางขนาด 235/45 R17 ของโยโกฮาม่า แอดวาน เกาะถนนเหนียวแน่นหนึบ

การตกแต่งภายใน ทางมิตซูบิชิเน้นให้ถอดแบบมาจากตัวแข่งแรลลี่ให้มากที่สุด เบาะที่นั่งบั๊กเก็ตซีทของสปาร์โก หุ้มด้วยอัลคันทาร่าและหนังแท้ โอบกระชับและนั่งสบาย พวงมาลัยสามก้านทรงซิ่งสีไทเทเนี่ยมของโมโม แป้นเหยียบอะลูมิเนียมกันลื่น ส่วนแผงข้างประตู และคอนโซลใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์

EVOLUTION X

ในนามของ อีโวลูชั่น 10 มากับตัวถัง 4 ประตูสุดสวย ได้รับการออกแบบโดยเน้นความสปอร์ตในทุกรายละเอียด โดยผสานกับความโค้งมนกลมกลืนของตัวถัง อีกทั้งยังได้รับการลดน้ำหนักแบบสุดๆ กับการนำอะลูมิเนียมมาใช้ผลิตฝากระโปรง, พื้นตัวถังของห้องเก็บสัมภาระ, หลังคา, กันชน และแผงประตูทั้ง 4 บาน

ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สันสตรัต และด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ พร้อมเทคโนโลยีใหม่ของมิตซูบิชิที่เรียกว่า Roll Control Suspension ที่ช่วยควบคุมไม่ให้ตัวรถมีอาการโคลงไปมาในขณะขับหรือเข้าโค้ง

ตัวถังซีดาน 4 ประตูของต้นแบบรุ่นนี้มีความยาว 4,530 มิลลิเมตร กว้าง 1,830 มิลลิเมตร สูง 1,470 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,650 มิลลิเมตร เครื่องยนต์เป็นบล็อก 4 สูบ รหัส 4B11T ทวินแคม 16 วาล์ว 2,000 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC อัดอากาศเพิ่มความแรงด้วยเทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์

ส่วนระบบส่งกำลังมาในมาดใหม่กับระบบเกียร์แบบซีเควนเชียล 6 จังหวะที่ไม่ต้องเหยียบแป้นคลัตช์ให้เมื่อยขาซ้าย โดยใช้พื้นฐานของเกียร์ธรรมดา แต่ใช้ระบบคลัตช์ไฟฟ้า เปลี่ยนเกียร์ผ่านทางแป้น + หรือ – ที่ติดตั้งอยู่บนพวงมาลัย คล้ายกับพวกเกียร์เซเลสปีดของอัลฟา

ขณะที่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นเทคโนโลยีใหม่เช่นกันเรียกว่า S-AWC หรือ Super All Wheel Control ที่ใช้พื้นฐานเดียวกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อในอีโวลูชันรุ่นล่าสุด แต่มีการปรับปรุงให้ทำงานดีขึ้น และเสริมการทำงานร่วมกับระบบ ABC หรือ Active Brake Control และระบบ Steering System เพื่อความแม่นยำในขณะเข้าโค้งและความปลอดภัยในขณะขับขี่

ทั้งหมดคือตำนานกว่า 13 ปี ที่ อีโวลูชั่นครองตำแหน่งหัวแถวในสนามแข่ง บนท้องถนน และในความทรงจำของผู้ที่ชื่นชอบความแรงจากพละกำลังของสปอร์ตซีดานขับเคลื่อน 4 ล้อรุ่นพิเศษที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก