หัวเทียนร้อน หัวเทียนเย็น…มีผลกับรถนะจะบอกให้


แหม๋…ห่างหายกันไปหนึ่งวันนะครับ ที่ไม่ได้เขียน Blog ซึ่งพอดีผมติดภาระกิจที่จะต้องไปต่างจังหวัด นี่ก็เพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพมหานครเมืองฟ้าของเรา ช่วงระหว่างทางที่ผมขับรถกลับจนถึงกรุงเทพฯโดยผมใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ ผมเห็นรถจอดเสียอยู่ 2-3 คันตลอดเส้นทางแล้วรถที่ผมเห็นนั้นก็เป็นรถถือว่าใหม่ครับ ไม่ใช้รถเก่าแต่อย่างใด แต่ทำไมถึงจอดเสียได้ล่ะ จริงๆแล้วมันก็มีหลายสาเหตุที่เป็นปัจจัยที่ทำให้รถเสีย เครื่องดับและอาการอื่นๆ เช่น น้ำมันหมด หม้อน้ำรั่ว ไดร์ชาร์จไมีชาร์จไฟ ฯลฯ ผมก็คิดขึ้นได้ว่า น่าจะนำเรื่องราวหรือความรู้มาเขียนในนี้ซะหน่อย เพื่อเป็นข้อมูลกันนะครับ งั้นขอเริ่มที่เรื่องใกล้ๆตัวเราเวลาใช้รถก่อน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจไม่รู้หรือให้ความสนใจ นั่นก็คือเรื่องของ “หัวเทียน”

เริ่มแรกขอเริ่มที่เบอร์หัวเทียนกันก่อนนะครับ หัวเทียนในแต่ละยี่ห้อนั้น มันบอกเบอร์ไม่ได้ (เพราะมันไม่มีปาก) ตัวเลขแต่ละแบรนด์ก็ไม่เหมือนกัน ถ้าจะเทียบกันจริงๆ คงต้องใช้ตารางเทียบว่าแบรนด์นี้ เบอร์นี้ ตรงกับรุ่นอะไร ถึงจะชัวร์ และอย่างที่ใช้กันประจำๆ พูดกันติดปากก็ไม่พ้นแบรนด์ “NGK” โดยความร้อนที่หัวเทียนได้รับจากการเผาไหม้จะถูกระบายออกตามส่วนต่างๆ ความร้อน 100% ที่เกิดจากการเผาไหม้, ความร้อน 20% จะถูกระบายโดยอากาศที่ไหลมาจากท่อร่วมไอดี, ความร้อนอีก 58% จะถูกดูดซับและระบายผ่านฝาสูบของเครื่องยนต์, และอีก 20% จะถูกระบายผ่านฉนวนของหัวเทียน และส่วนที่เหลืออีก 2% จะถูกระบายผ่านสายของหัวเทียน

ระดับของการระบายความร้อน เราเรียกว่า “ค่าความร้อน (Heat Range)” หัวเทียนที่มีค่า ของระดับการระบายความร้อนสูง, ระบายความร้อนได้เร็วเรียกว่า “หัวเทียนเย็น (Cold Type)” และหัวเทียนที่มีค่าของระดับการระบายความร้อนต่ำ, ระบายความร้อนได้ช้าเรียกว่า “หัวเทียนร้อน (Hot Type) โดยทั้งหมดนี้จะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของแก๊สที่เป็นเชื้อเพลิงในห้องเผาไหม้ และการออกแบบหัวเทียนเป็นหลัก เอาง่ายๆนะ หัวเทียนร้อน จะเป็นเบอร์ต่ำเสมอ ส่วนหัวเทียนเย็นจะเป็นเบอร์สูง ว่าแต่….ร้อนกับเย็นมันต่างกันยังไง เดี๋ยวจะอภิปรายให้ฟัง

หัวเทียนร้อน

หัวเทียนร้อน คือ หัวเทียนที่มีขนาดของฉนวนที่ยาว (ระยะทางระบายความร้อนจากเขี้ยวหัวเทียนถึงฝาสูบยาว) ทำให้ระบายความร้อนออกไปได้ช้า ความร้อนจะสะสมอยู่ในตัวหัวเทียนได้มากกว่า ซึ่งเหมาะสำหรับสภาพการขับขี่ในเมือง ที่ใช้ความเร็วไม่มากและเครื่องยนต์ที่ใช้งานระยะสั้นๆ

พูดง่ายๆก็คือ “หัวเทียนร้อนเนี่ย….ตัวมันเองจะระบายความร้อนออกได้ช้า” เมื่อเราใช้งานจริง ในห้องเผาไหม้มันมีความร้อนจากการจุดระเบิด เมื่อหัวเทียนรับความร้อนนั้นมา จะส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมที่หัวเทียนอยู่อย่างนั้น

หัวเทียนเย็น

หัวเทียนเย็น คือ หัวเทียนที่มีขนาดของฉนวนที่สั้น (ระยะทางระบายความร้อนจากเขี้ยวหัวเทียนถึงฝาสูบสั้น) ทำให้ระบายความร้อนออกไปได้ง่ายและรวดเร็ว ความร้อนที่สะสมอยู่ในตัวหัวเทียนจะมีไม่มาก โดยปกติหัวเทียนเย็นจะถูกใช้กับเครื่องยนต์ที่ใช้ความเร็วและมีความร้อนสูงอย่างเช่น เครื่องยนต์ที่มี Turbo, Supercharged, และ Nitrous Oxide หัวเทียนเย็นสามารถช่วยลดปัญหาและความเสี่ยงของการชิงจุดระเบิดก่อน อย่างไรก็ตาม ถ้าใช้หัวเทียนเย็นมากเกินไป ก็จะเกิดปัญหาคราบเขม่าที่หัวเทียนเช่นกัน

เพิ่มเติม

มันก็เหมือนกับเหล็กเผาไฟนั่นแหละ เมื่อโดนน้ำมันก็จะดัง “ฟู่” ควันฉุยแล้วก็หายไป แต่เหล็กนั้นก็ยังร้อนอยู่เหมือนเดิม ซึ่งเงื่อนไขมันเป็นอย่างนี้นะ “ไอดี” (อากาศ) มันเป็น “ความชื้น” เมื่อความชื้นพ่นมาโดนอะไรสักอย่าง มันก็จะทำให้ของชิ้นนั้นเปียก ดังนั้นถ้าเราเปรียบของชิ้นนั้นเป็นหัวเทียน ถ้ามันเปียก ก็จะส่งผลให้ “หัวเทียนบอด”

ผมลองยกตัวอย่างให้ดูนะ รถที่วิ่งใช้งานในเมืองทุกวัน วิ่งช้าตลอดเวลา คลานกระดึ๊บๆไปเรื่อย “ชิว ชิว” รถจำพวกนี้อุณหภูมิในห้องเผาไหม้จะต่ำมากเลย ซึ่งถ้าในสถานการณ์นี้ควรเลือกใช้ “หัวเทียนร้อน” เพราะว่าเราต้องการระบายความร้อนช้าๆ เพื่อเก็บความร้อนสะสมไว้ ไม่ให้ “หัวเทียนบอด” ไงจ๊ะ

กลับกัน ถ้าเป็นรถที่ใช้ความเร็วสูงมากๆ บ่อยๆ เช่นรถที่ใช้วิ่งออกต่างจังหวัดเป็นประจำมากกว่าใช้วิ่งในเมือง ถ้าเราใช้หัวเทียนร้อน มันจะทำให้ระบายความร้อนไม่ทัน อาจสร้างความ “ชิ…หาย” ได้ต่างๆ นาๆ เช่น หัวเทียนละลาย กระเบื้องแตก และ เกิดอาการชิงจุด (ชิงจุดระเบิดก่อนรอบการจุด) ก็เป็นได้ “คือว่าหัวเทียนมันร้อนเกินไป มันก็เหมือนโละหะเผาไฟร้อนแดง เมื่อมีไอดีเข้ามา มันเป็นเชื้อเพลิงพร้อมที่จะจุดระเบิด พอมากระทบตัวหัวเทียนปุ๊บ ซึ่งมันยังไม่ทันถึงจังหวะจุดระเบิด มันก็จุดระเบิดทันทีจากความร้อนสะสมของหัวเทียน” ซึ่งรถที่ใช้ความเร็วตลอดควรเลือกใช้ “หัวเทียนเย็น” เพื่อการระบายความร้อนจะดีกว่า

แต่ว่า…มันก็ต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานให้ถูกประเภท (เฉพาะกิจ) ด้วย อย่าง รถแต่งเครื่องซิ่งสุดประเทศ ที่วิ่งในสนาม อาศัยรอบสูงๆ มันจะมีความร้อนสะสมสูงมากกว่าเครื่องยนต์สแตนดาร์ดทั่วๆ ไป และส่วนมากมักเป็นเครื่องยนต์ที่มีระบบอัดอากาศ (TURBO) ซึ่งเครื่องยนต์ประเภทนี้เป็นเครื่อง “Over Lap” มาก จุดระเบิดไม่ค่อยดีในรอบต่ำ หัวเทียนที่ใช้จึงเป็นหัวเทียนเย็นเสมอ

แต่ถ้าเรานำเครื่องซิ่งวิ่งผิดที่ (ในเมือง) อันนี้ก็ต้องจบข่าว “ผิดแผน” กันไป เพราะเครื่องประเภทนี้มันต้อง “เหนี่ยว” อย่างเดียว แต่ถ้ามาวิ่งผิดที่ รับรองวิ่งไม่ได้เลย เพราะเครื่องซิ่งเหล่านี้ ส่วนมากรอบต่ำมันวิ่ง “ไม่ค่อยจากดีอยู่แล้ว” ยิ่งเจอรถติดในเมืองอีก รับรองแม่เจ้า….ไม่รอด “บอดสนิท” ทุกราย ซึ่งถ้าจะมาใช้ในเมืองจริงๆ คงต้องเปลี่ยนเป็นหัวเทียนร้อนแทน แต่ถ้าดันทุรังมีหวัง “หลับ” ทุกราย

หัวเทียนที่บอดส่วนมากก็จะลงถัง แต่จริงๆ แล้ว หัวเทียนเหล่านั้นยังใช้งานได้อยู่ เพราะที่หัวเทียนบอดมันเกิดจาก “คราบเขม่า” วิธี “Recycle” ไล่ตั้งแต่ “ฌาปนกิจยันล้างส้วม!” แล้วแต่สะดวกตามกำลังศรัทธา คือ ใช้ไฟลน ก็สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่ใช้ไฟร้อนมากนะ เปลวเพลิงสีเขียวๆ ฟ้าๆ นั่นน่ะดี (แต่ก็ระวังด้วยนะ….ร้อนมากไปเดี๋ยวจะโพละ..! เสียก่อน) หรือไม่ก็ใช้วิธีล้างด้วยเบนซิน แล้วใช้แปรงสีฟันขัดให้สะอาด ใส่แล้วพอวิ่งได้ แล้วนำไปใส่รถสแตนดาร์ด ลองออกไป “เหนี่ยว” สัก 1-2 รอบ กลับมาแล้วอย่าปล่อยเดินเบานะ ดับเครื่องแล้วถอดมาดูรับรอง “เนื้อตัวดี” ขาวนวลชวนสยิวเลย จุ๊กกรู จุ๊กกรู… (อ๋อ…มันร้อนนะระวังด้วย) ตบท้ายด้วยวิธี “นังแจ๋ว” กับ “วิกซอล” คู่ชีพ เพียงจุ่มแค่ปลาย ก็โอ…แล้ว เตือนอย่างนึงนะ อย่างทะลึ่งใช้ “กระดาษทราย” หรือ “ปั่นลวดบนเครื่องเจียร์” นะครับ “เสียของ” และก็ “ของเสีย” ด้วยครับ

อายุการใช้งาน

สำหรับอายุการใช้งานมันไม่ตายตัว ส่วนมากมันไม่ค่อยสึก เว้นแต่พวก “ไฟแรงทรงเครื่อง” (พวกจูนไฟแก่) นั่นแหละ ใส่ออปชั่นเสริม MSD เช่นพวกเพิ่มกำลังไฟจุดระเบิดที่นิยมกันสำหรับคนที่แต่งรถสมัยนี้ ประมาณนี้ ก็อาจจะมีสึกบ้าง ซึ่งถ้าจะให้ชัวร์จริงๆ ก็ควรตรวจสอบทุกๆ 10,000 กิโลเมตร น่าจะดีกว่า ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้ารถยังอยู่ในประกัน เวลาเข้าศูนย์เช็คระยะ ช่างเค้าจัดการให้อยู่แล้วครับ ส่วนระยะว่าจะเปลี่ยนเมื่อไหร่นั้น ก็บอกเป็นที่แน่นอนไม่ได้ แต่คู่มือรถมีบอกอยู่ครับว่าเมื่อไหร่ควรจะเปลี่ยน โดยปกติแล้ว ผมจะเปลี่ยนทุกๆ 40,000 โลครับ แต่ถ้าผมใช้หัวเทียน Iridium ก็เปลี่ยนทุกๆ 80,000 – 100,000 โลเลยครับ อย่างที่บอกครับว่า แล้วแต่แบรนด์ของหัวเทียน ชนิดของหัวเทียน และพฤติกรรมการใช้รถ ผมเลยไม่คอยอยากบอกเจาะจงเพราะมันบอกแน่ๆไม่ได้ บอกได้แค่กว้างๆเป็นแนวทาง

หวังว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นประโยชน์บ้างสำหรับคนที่อ่านนะครับ ส่วนถ้าผิดพลาดประการใดก็แนะนำกันมาได้นะครับ เพราะนี่ผมเล่าจากสิ่งที่ผมรู้ ศึกษา และจากประสบการณ์จริงในการใช้รถและแต่งรถ