Run-In (รันอิน) รถใหม่ จำเป็นจริงหรือ?


ในอดีตที่ผ่านมารุ่นคุณปู่หรือรุ่นคุณพ่อ จะพบว่ามีรถหลายๆคันที่สามารถวิ่งทะลุผ่าน 20 ปีหรือ 1 ล้านกิโลเมตรได้บางคันแทบไม่ต้องซ่อมอะไรมันเลยด้วยซ้ำไป แต่ในยุคตั้งแต่ 1995 มาถึงปัจจุบันบางคันหรือส่วนมากเลยเอาแค่ให้ผ่าน 1 แสนกิโลเมตรก็แทบจะไม่รอดแล้ว ออกอาการเจ็บออดๆแอดๆให้เห็นอยู่เรื่อยๆซ่อมจุกๆจิกๆบางทีแค่ แสนกิโลเศษๆ ก็ต้องยกเครื่องกันแล้วทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

เป็นที่ทราบกันดีว่ารถใหม่หรือช่วงเครื่องยนต์ใหม่หรือช่วงรัน-อินคือช่วงที่มีการสึกหรอมากที่สุดเพราะชิ้นส่วนต่างๆยังไม่เข้าที่อยู่ระหว่างการปรับสภาพซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่ออายุงานของรถว่าจะยาวนานขนาดไหน ดังนั้นจึงทำการรวบรวมข้อมูลจากท่านที่ใช้รถอย่างยาวนานหลายๆท่านและสรุปผลหรือหาค่าเฉลี่ยออกมาเพื่อวางแผนการรัน-อิน เผื่ออนาคตถ้าหากมีโอกาสหรือฟลุคๆถูกหวยขึ้นมาฝันที่เป็นจริงก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เมื่อมีโอกาสซื้อป้ายแดงซักคันจะได้ปฏิบัติเพื่อถนอมรถให้มีอายุยืนยาวที่สุดเพราะคันนึงถูกๆซะเมื่อไหร่แถมคนจนๆอย่างผมก็คงเป็นไปได้ยากที่จะเปลี่ยนรถหรือยากมากที่จะต้องหาเงินก้อนโตๆมาซ่อมมันเอาแบบจ่ายทีละน้อยๆดีกว่า ความจริงเรื่องพวกนี้มันมีในคู่มือติดรถมาให้อยู่แล้วแต่บอกตามตรงว่ามันมีข้อแม้แอบแฝงอยู่ด้วยต้องอ่านแถมยังต้องตีความหมายซึ่งบางอย่างผมก็ไม่เห็นด้วยกับคู่มือในปัจจุบันเลยผมเชื่อคุณปู่หรือคุณพ่อมากกว่าเพราะยังไงท่านก็พิสูจน์มาแล้วและก็ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงใดๆอีกต่างหาก

1. ที่ระยะ 100 กิโลเมตรแรก

หลังจากขับออกจากโชว์รูมมาช่วงแรกนี้ผมจะถนอมรถมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะผมถือว่าเป็นช่วงที่มีการสึกหรอมากที่สุดและรุนแรงที่สุด โดย:

  • ออกตัวนิ่มนวลที่สุดค่อยๆ ปล่อยคลัทช์และกดคันเร่งเบาๆให้รอบค่อยๆสูงขึ้นทีละน้อยให้รถค่อยๆเคลื่อนตัวออกไป ถ้าเป็นเกียร์ออโต้ก็ค่อยๆ ปล่อยเบรคจนสุดรถก็จะเคลื่อนตัวออกไปเองอย่างช้าๆแล้วค่อยมาแตะคันเร่งกดลงเบาๆเช่นกัน (ถ้าฝึกบ่อยๆเราจะกลายเป็นคนที่ขับรถอย่างนิ่มนวลไปโดยอัตโนมัติและจะชินกับมันตลอดไป)
  • ควบคุมรอบเครื่องไม่ให้เกิน 2,000 รอบ เปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นทันทีที่2,000 รอบ และลดเกียร์ต่ำลงทันทีที่ 1,200 รอบ ถ้าเป็นเกียร์ออโต้ก็จะปล่อยให้มันทำงานเองแต่จะควบคุมความเร็วไม่ให้เกิน 60 กม./ชม. และจะใช้โอเวอร์ไดรว์ทันทีที่ความเร็วถึง 60 กม./ชม.
  • เปลี่ยนเกียร์และรอบเครื่องหรือความเร็วมากหรือบ่อยที่สุดเท่าที่ทำได้โดยไม่แช่หรือนิ่งไว้ที่รอบหรือความเร็วใดๆ โดยการกดหรือผ่อนคันเร่งช้าๆอย่างนิ่มนวลเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดเอนจิ้นเบรค
  • ควบคุมความเร็วสูงสุดไม่ให้เกิน 60 กม./ชม.
  • หลีกเลี่ยงการเหยียบเบรคอย่างรุนแรง (ยกเว้นฉุกเฉิน) ยังไงเราก็ขับช้าอยู่แล้วสามารถที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าและวางแผนการแตะเบรคได้อย่างนิ่มโดยไม่ยากนัก แต่ถ่าสามารถหาถนนโล่งๆ ได้ก็จะชิดซ้ายและแตะเบรคเป็นระยะๆ เพื่อลดความเร็วและจะได้เปลี่ยนเกียร์-ความเร็ว-รอบเครื่องบ่อยๆ ได้อีกด้วย

2. ที่ระยะ 101-500 กิโลเมตร

  • การปฏิบัติยังเป็นแบบเดิมทุกประการเพียงแต่จะลดความถี่ในการกระทำลงไปเช่นการเปลี่ยนเกียร์-รอบ-ความเร็ว จากที่เคยทำอยู่ตลอดเวลาก็อาจจะลดเหลือซัก 5-10 นาทีครั้ง
  • เพิ่มการควบคุมรอบสูงขึ้นจากไม่เกิน 2,000 รอบเป็นไม่เกิน 2,500 รอบ (รอบต่ำลดเกียร์ราว 1,500-1,200 รอบ)
  • เพิ่มการควบคุมความเร็วสูงสุดขึ้นจากไม่เกิน 60 กม./ชม. เป็นไม่เกิน 80 กม./ชม.
  • เมื่อถึงระยะ 500 กิโลเมตร ทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องพร้อมใส้กรองและน้ำมันเกียร์พร้อมกรอง (ถ้ามี)

3. ที่ระยะ 501-1,000 กิโลเมตร

  • การปฏิบัติยังเป็นแบบเดิมทุกประการเพียงแต่จะลดความถี่ในการกระทำลงไปเช่นการเปลี่ยนเกียร์-รอบ-ความเร็วจากที่เคยทำอยู่จากข้อ2ราว 5-10 นาทีครั้งก็อาจจะลดเหลือซัก 10-15 นาทีครั้ง (รวมไปถึงการแช่รอบ-และความเร็วด้วย)
  • เพิ่มการควบคุมรอบสูงขึ้นจากไม่เกิน 2,500 รอบเป็นไม่เกิน 3,000 รอบ (รอบต่ำลดเกียร์ราว 1,500-1,200 รอบ)
  • เพิ่มการควบคุมความเร็วสูงสุดขึ้นจากไม่เกิน 80 กม./ชม.เป็นไม่เกิน 100 กม./ชม.
  • เมื่อถึงระยะ 1,000 กิโลเมตร ทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องพร้อมไส้กรอง-น้ำมันเบรค-น้ำมันคลัทช์ (ถ้ามี)-น้ำมันเฟืองท้าย (ถ้ามี)-น้ำมันพวงมาลัย (ถ้ามี)

4. ที่ระยะ 1,001-1,500 กิโลเมตร

  • การปฏิบัติยังเป็นแบบเดิมทุกประการเพียงแต่จะลดความถี่ในการกระทำลงไปเช่นการเปลี่ยนเกียร์-รอบ-ความเร็วจากที่เคยทำอยู่จากข้อ3ราว 10-15 นาทีครั้งก็อาจจะลดเหลือซักไม่เกิน 30 นาทีครั้ง(รวมไปถึงการแช่รอบ-และความเร็วหรือการเดินทางไกลด้วย)
  • เพิ่มการควบคุมรอบสูงขึ้นจากไม่เกิน 3,000 รอบเป็นไม่เกิน 3,500 รอบ(รอบต่ำลดเกียร์ราว 1,500-1,200 รอบ)
  • เพิ่มการควบคุมความเร็วสูงสุดขึ้นจากไม่เกิน 100 กม./ชม. เป็นไม่เกิน 120 กม./ชม.

5. ที่ระยะ 1,501-3,000 กิโลเมตร

  • ขับขี่ตามปกติตามสะดวกแต่ก็ควรรักษาการปฏิบัติแบบเดิมในเรื่องความนุ่มนวลของการออกตัว-การเร่ง-การเบรค (ถ้าสามารถทำได้)
  • เพิ่มการควบคุมรอบสูงขึ้นจากไม่เกิน 3,500 รอบเป็นไม่เกิน 4,000 รอบ (รอบต่ำลดเกียร์ราว 2,000-1,200 รอบ)
  • เพิ่มการควบคุมความเร็วสูงสุดขึ้นจากไม่เกิน 120 กม./ชม. เป็นไม่เกิน 140 กม./ชม.
  • เมื่อถึงระยะ 3,000 กิโลเมตรหรือไม่เกิน 3 เดือนทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องพร้อมไส้กรอง

6. ที่ระยะ 3,001-5,000 กิโลเมตร

  • ขับขี่ตามปกติตามสะดวกแต่ก็ควรรักษาการปฏิบัติแบบเดิมในเรื่องความนุ่มนวลของการออกตัว-การเร่ง-การเบรค (ถ้าสามารถทำได้เพราะจะเป็นการฝึกนิสัยการขับขี่ที่ดีอย่างถาวรไปในตัว)
  • เพิ่มการควบคุมรอบสูงขึ้นจากไม่เกิน 4,000 รอบเป็นไม่เกิน 4,500 รอบ (รอบต่ำลดเกียร์ราว 2,000 – 1,200 รอบ)
  • เพิ่มการควบคุมความเร็วสูงสุดขึ้นจากไม่เกิน 140 กม./ชม. เป็นไม่เกิน 160 กม./ชม.
  • เมื่อถึงระยะ 5,000 กิโลเมตรหรือนานสุดไม่ควรเกิน 6 เดือนทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องพร้อมไส้กรอง

7. ที่ระยะ 5,001-10,000 กิโลเมตร

  • ขับขี่ตามปกติตามสะดวก
  • ไม่จำกัดรอบเครื่องสูงสุดเอาแค่ไม่เกินขีดแดงก็พอ รอบต่ำลดเกียร์ก็ตามสะดวก
  • ไม่จำกัดความเร็วสูงสุดจะเอาแบบสุดเข็มไมล์หรือสุดคันเร่งก็ไม่ว่ากัน
  • เมื่อถึงระยะ 10,000 กิโลเมตรหรือนานสุดไม่ควรเกิน 12 เดือนทำการเปลี่ยนของเหลวที่มีในรถทั้งหมดทั้งน้ำมันเครื่องพร้อมไส้กรอง-น้ำมันเกียร์ (พร้อมกรอง)-น้ำมันคลัทช์ (ถ้ามี)-น้ำมันเฟืองท้าย (ถ้ามี)-น้ำมันเบรค-น้ำหล่อเย็น-น้ำมันพวงมาลัย (ถ้ามี)

8. เกิน 10,000 กิโลเมตรขึ้นไป

  • เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องพร้อมไส้กรองทุกๆ 5,000 กิโลเมตรหรือทุกๆ 6 เดือน
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ (ธรรมดา) พร้อมไส้กรอง (ถ้ามี)ทุกๆ 40,000 กิโลเมตรหรือทุกๆ 2 ปี
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ (ออโต้) พร้อมไส้กรอง (ถ้ามี) ทุกๆ 20,000 กิโลเมตรหรือทุกๆ 1 ปี
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรค-น้ำหล่อเย็นและน้ำมันคลัทช์ (ถ้ามี) ทุกๆ 40,000 กิโลเมตรหรือทุกๆ 2 ปี
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำมันพวงมาลัย (ถ้ามี) ทุกๆ 60,000 กิโลเมตรหรือทุกๆ 4 ปี
  • เปลี่ยนหัวเทียน (ถ้ามี)-กรองอากาศและกรองเชื้อเพลิงทุกๆ 40,000 กิโลเมตรหรือทุกๆ 2 ปี
  • เปลี่ยนแบตเตอรี่ทุกๆ 2 ปี
  • เปลี่ยนสายพานทุกเส้นพร้อมตัวตั้งความตึง (ถ้ามี) ทุกๆ 4 ปี หรือไม่เกิน 80,000-100,000 กิโลเมตร
  • ปรับตั้งระยะของวาล์วหรือถอดชุดปรับตั้งวาล์วอัตโนมัติออกทำความสะอาดทุกๆ 2 ปีหรือ 20,000 กิโลเมตรแต่ต้องไม่เกิน 40,000 กิโลเมตร

ข้อคิดเห็นและเทคนิคส่วนตัว

1. อาจจะมีหลายท่านแย้งว่าศูนย์บริการทุกวันนี้เขาเปลี่ยนครั้งแรกที่ 10,000 โลเลยเพราะเครื่องยนต์ที่ทนทานกว่าแต่ก่อน (จริงเหรอ?) และทันสมัยขึ้น (จริงเหรอ?) ตลอดจนน้ำมันเครื่องก็คุณภาพดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ (อันนี้ไม่เถียง)แต่อย่าลืมว่าน้ำมันที่เขาใส่ให้คุณนั้นตามศูนย์บริการนั้นมาจากถัง 200 ลิตร (ซะส่วนใหญ่) แล้วเปิดถังตั้งแต่เมื่อไหร่ ความชื้นเข้าไปเท่าไหร่แล้วกว่าจะถึงคิวเติมรถของท่าน เอาแบบเกรดธรรมดาเบอร์ 40 หรือ 50 หรือเบอร์รวมก็ให้ตัวท้ายเป็น 40 ขึ้นแล้วถ่ายทิ้งบ่อยๆ ไม่ดีกว่าเหรอ

2. รถที่นำเข้าจากเมืองหนาว รถเหล่านี้น่าห่วงมากเพราะบ้านเราไม่หนาวมีแต่ร้อนกับร้อนชิ..หาย แต่ศูนย์บริการกลับเอาเบอร์ 5W-30 เติมให้อ้างว่าตามสเปคผู้ผลิต (แล้วคิดเองไม่เป็นหรือไงว่าไอ้เบอร์นี้มันทนความร้อนได้แค่ไหนมันเหมาะกับอุณหภูมิภายนอกที่ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียสเท่านั้นมาใช้บ้านเราก็ใสแหน๋วหมดสภาพการหล่อลื่นหรือคิดแต่จะเอาตังค์เพราะไม่ใช่รถของมันยังไงเสียมาก็รับทรัพย์อีกระยะสั้นไม่มีปัญหาหรอกแต่หมดประกันหรือ 4 ปี ไปแล้วรู้เรื่องแน่ทั้งความร้อนขึ้น-รอบไม่นิ่ง-แรงตก-ซดน้ำมันมาก-ควันขาว)

3. ถ้าศูนย์บริการกล่าว (อ้าง) ว่าสิ่งที่จะให้ทำเกี่ยวกับการเปลี่ยนถ่ายของเหลวต่างๆมันเกินความจำเป็น ผมก็จะถามว่าจะทำให้หรือเปล่าผมยินดีจ่ายเพิ่มเองจากเงื่อนไขที่รับประกันฟรี (ที่บวกในราคารถแล้ว) เพราะตอนนี้มันจ่ายไม่มากแต่ระยะยาวเมื่อมีปัญหามาผมก็ต้องจ่ายอยู่ดี (มีหน้าไหนมาจ่ายให้บ้าง) ซึ่งก็จะต้องตกลงกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนซื้อรถ ถ้าหาไม่ได้จริงๆผมก็จะถามเรื่องยี่ห้อและสีของน้ำมันต่างๆที่ต้องการเปลี่ยนแล้วจะนำไปเทียบหรือหาที่ใกล้เคียงเปลี่ยนเองข้างนอก..อุอุ..ความลับเปิดเผย

4. มีข่าวลือหนาหูว่าการที่ทางศูนย์บริการเปลี่ยนวิธีการรัน-อินหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเนื่องจากการบังคับ-ควบคุมวัสดุอันตราย-เป็นพิษหรือทำลายสิ่งแวดล้อมจากทางราชการเข้มข้นรุนแรงขึ้นไม่สามารถที่จะนำไปแอบทิ้งหรือแอบขายให้พวกฟอกน้ำมันเพื่อทำน้ำมันเครื่องปลอมได้อีกต่อไปแต่ต้องมีรายการเข้า-ออกของวัสดุควบคุมที่ชัดเจนรวมถึงที่มา-ที่ไปหรือการที่จะต้องจ้างหน่วยงานที่ได้รับอนุญาติให้นำไปกำจัดเท่านั้น ผลจึงมาตกที่เจ้าของรถเพราะยังไงศูนย์บริการและผู้ค้าอะไหล่ก็จะมีกำไรมากขึ้นอีกด้วยเพราะรถเสียเร็วขึ้นและรุนแรงมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงความคิดในจินตนาการของคนจนๆที่วาดฝันว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสเปลี่ยนซาเล้งเก่าๆคันที่ใช้อยู่ไปเป็นรถหรูๆใหม่ๆที่ขับแล้วยืดกันคอเคล็ด จึงแค่วางแผนไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

โปรดใช้วิจารณญานในการตัดสินใจว่าสิ่งไหนควรจะเป็น ควรทำไม่ควรทำ ทำแน่ไหน หรือจะไม่ต้องรันอินมันเลย ไม่มีใครเอาปืนมาจ่อหัวบังคับว่าต้องทำ นี่มันคือแนวทางหรือ guideline เท่านั้น ไม่มีใครบอกได้ว่าอะไรดีที่สุดเพียงแต่ต้องการหาสิ่งที่ใกล้เคียงที่ดีที่สุดเท่านั้น ใครพูดความจริง ใครหลอกใคร ใครแหกตาใครเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์เพราะยังไงความจริงมันต้องปรากฏออกมาให้เห็นแน่ๆไม่วันใดก็วันหนึ่งข้างหน้า

ขอฝากข้อคิดเป็นการบ้านว่าบ้านนี้เมืองนี้มีอะไรแปลกๆกว่าชาวบ้านเสมอๆเช่น ที่เมืองอื่น Rover 623 ราคาขายแพงกว่า E220 อยู่ราว 50 หมื่น แต่บ้านนี้เมืองนี้ E220แพงกว่า Rover 623 อยู่เกือบ 70 หมื่น..เกิดอะไรขึ้น…ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบชัดๆแล้วมีใครมาเหลียวแลบ้าง…น่าคิดนะครับ….

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กันไม่มากก็น้อยนะครับ