Apple Siri มาทำอะไรในรถยนต์มิทราบ?


ถ้าใครเป็นแฟนของ Apple แน่นอนว่าต้องเฝ้าจับตามองและติดตามงาน 2012 Worldwide Developers Conference เมื่อคืนนี้ (เวลาประเทศไทย) เป็นแน่แท้ เนื่องจากว่า ในงานนี้ ทาง Apple จะเปิดตัวสินค้าใหม่หลายๆตัว เช่น MacBook Pro with Retina Display, iOS 6 และมีสินค้าอีกหลายตัวที่มีการอัพเกรดให้เร็วและดีขึ้น เช่น MacBook Air และ Mac Pro เป็นต้น ผมเองก็แฟนตัวดีของ Apple เลยล่ะครับ และแน่นอนว่าผมเองก็ติดตามข่าวสดๆเลยเมื่อคืน ดูบอลยูโรไป ดู WWDC 2012 ไปพร้อมๆกัน แทบไม่ได้นอนกันเลยทีเดียว

สิ่งที่เกิดขึ้นในงานนี้อีกสิ่งนึ่งนั่นก็คือการหยิบยก Siri ซึ่งเป็นระบบคำสั่งด้วยเสียงที่ถือกำเนิดใน iOS 5 จะมีบทบาทกับโลกของรถยนต์ซึ่งผมมองว่าถือเป็นสิ่งที่ดี จากแหล่งข่าว CEO ของ Apple ซึ่งก็คือ Tim Cook ได้ยืนยันในงานว่า ทาง Apple จะนำ Siri มาติดตั้งและใช้งานในรถยนต์ในปีหน้านี้ (2013) อย่างแน่นอน โดยจะมีปุ่มสั่งงานเจ้า Siri อยู่ที่พวงมาลัยเพื่อทำงานร่วมกับ iDevice เช่น iPhone หรือ iPad ที่ใช้ iOS 6 พอคนขับกดปุ่มเพื่อเรียกให้ Siri ทำงาน คนขับก็สามารถถามคำถามเพื่อให้เจ้า Siri ตอบ เหมือนการทำงานใน iPhone เลยล่ะครับ

ซึ่งแน่นอนว่าการใช้งานหลักก็น่าจะเป็นการถามเส้นทางให้เจ้า Siri บอกทาง แล้วเราก็สามารถขับไปตามทางที่ Siri บอกโดยไม่ต้องละสายตามามองแผนที่เลย โดยเจ้า Siri ที่จะติดตั้งในรถยนต์นั้นจะถูกเรียกว่า “Eyes Free” ซึ่งมีความหมายตรงตัวมากๆ

อีกทั้ง ทาง Apple ก็ได้บอกแบรนด์ของรถยนต์ที่จะเป็นพันธมิตรที่จะใช้ Siri ติดตั้งในรถยนต์ในอีก 12 เดือนข้างหน้านี้ โดยจะมีทั้งหมด 8 แบรนด์ ได้แก่ BMW, General Motors, Mercedes-Benz, Jaguar, Audi, Toyota, Chrysler และ Honda และยังมีข่าวว่า จริงๆแล้ว Ford เองก็น่าจะร่วมวงในการนำ Siri มาติดตั้งด้วยเช่นกันแต่ Ford ซึ่งมีระบบ SYNC ซึ่งเป็นระบบที่มีต้นกำเนิดจาก Microsoft ก็เลยไม่ได้เข้ามาร่วมแจมด้วย รวมถึงข่าวที่ทาง Chevrolet จะติดตั้งเจ้า Eyes Free เข้าไปในระบบ MyLink ซึ่งเป็นระบบ Infotainment ของทาง Chevrolet เองโดยจะเริ่มติดตั้ง Eyes Free เข้ากับ MyLink ในรถยนต์รุ่น Sonic และ Spark ภายในไม่เกินปลายปีนี้

เห็นอย่างนี้แล้ว ผมว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆเลยนะครับที่เราได้นำนวัฒกรรมทางได้เทคโนโลยีมาผสมผสานกับรถยนต์ได้อย่างลงตัว และแน่นอนว่า เราอาจจะได้เห็นและได้ใช้ Chevrolet Sonic ที่กำลังจะขายในเมืองไทยที่มี Eyes Free ภายในสิ้นปีนี้ก็เป็นได้นะครับ ยังไงก็ต้องเฝ้าติดตามกันต่อไปอีกหน่อยนะครับ