การดูแลทำความสะอาดรถให้ถูกวิธี


การที่จะมีรถซักคันนั้นเราควรที่จะต้องดูแลรักษาให้รถเราดูสะอาดใหม่และพร้อมใช้อยู่เสมอ อย่างกับรถอายุ 1 ปี ถ้าเราไม่รู้จักรักษามันจะกลายสภาพเป็นเหมือนรถใช้มาแล้ว 5 ปี ในทางกลับกัน รถที่มีอายุ 10 ปี แต่ถ้าดูแลรักษาดีๆโดยเฉพาะสีรถ ก็ทำให้ดูเหมือนรถนั้นใหม่เหมือนกันรถอายุ 2-3 ปีได้นะครับ

งั้นเราลองมาดูกันว่าเราจะดูแลรักษาสีรถเราให้เหมือนใหม่กันได้ยังไงบ้าง ถ้าเราไม่ได้ล้างเองเอาไปให้ร้านล้าง เราก็จะได้รู้ว่าพวกร้านนั้นทำได้ถูกวิธีหรือมั่วทำและก็จะได้ไม่โดนหลอกนะครับ

วิธีการบำรุงรักษาสีรถอย่างถูกวิธี

การล้างรถที่ถูกวิธี

  1. ฉีดน้ำให้แรงที่สุด เพื่อให้คราบฝุ่น ขี้ดิน หลุดออกจากตัวรถให้มากที่สุด
  2. ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหรือล้างด้วยแชมพู
  3. ควรล้างรถจากส่วนบน ลงล่าง โดยการใช้ผ้านุ่ม เช่นผ้าสำลี ซึ่งควรคะนำมาแช่น้ำไว้สัก 3 คืน และถ้าใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มได้ยิ่งดีครับ และการล้างรถนั้น ขอแนะนำให้แบ่งผ้าออกเป็น 2 ผืน (อย่าใช้ฟองน้ำล้างรถ เพราะอาจจะมีเม็ดกรวด ทรายติดอยู่)ผืนแรกใช้สำหรับล้างส่วนบน หลังคา ฝากระโปรงหน้า ฝากระโปรงหลัง กระจกรถทั้งหมด ผืนที่สอง ใช้สำหรับล้างส่วนด้านล่างของตัวรถ ตั้งแต่ขอบกระจกด้านล่างลงมา ทั้งหมด เหตุผลที่ต้องแยกเนื่องจาก โดยทั่วไปส่วนบนของรถจะมีฝุ่นน้อย ในขณะที่ด้านส่วนล่างของรถมีฝุ่นมาก
  4. ฉีดน้ำไล่แชมพูออกให้หมด
  5. อย่าล้างรถกลางแดด เพราะแดด จะทำให้น้ำบนรถแห้งเร็ว และเกิดคราบน้ำขึ้น

การล้างรถโดยใช้ถังใส่น้ำล้าง

การล้างรถแบบนี้ ควรจะเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ มิฉะนั้น สิ่งสกปรกที่ผสมอยู่ในน้ำ อาจทำให้เกิดริ้วรอยขีดข่วยบนรถได้ (วิธีการนี้ ไม่แนะนำให้ทำ …. แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องหมั่นซักผ้าและเปลี่ยนน้ำ)

ข้อควรระวังในการล้างรถ

  1. ไม่ควรล้างรถตอนเย็น ด้วยตนเอง เพราะหากล้างแล้วจอดทิ้งไว้อาจทำให้เกิดสนิม ในบางจุดที่เราเช็ดไม่แห้ง หรือไม่สามารถเช็ดแห้งได้ ยกเว้นแต่จะมีเครื่องเป่าน้ำให้แห้งหรือจะขับรถต่อไปเป็นระยะทางไกล ลมจะช่วยให้ทุกซอยทุกมุม แห้งสนิท
  2. ไม่ควรล้างรถกลางแดด เนื่องจากแสงแดด จะทำให้น้ำแห้งเร็ว และทำให้เกิดคราบน้ำบนสีรถขึ้น

การเช็ดรถที่ถูกวิธี

  1. ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าชามัวร์ ในการเช็ดรถ เนื่องจากผ้าเหล่านี้ จะไม่ทำให้รถเป็นรอย แต่ถ้าผ้าชามัวร์แท้ ควรจะระวัง เวลาที่ผ้าชามัวร์แห้งสนิท จะแข็งตัว และเมื่อจะทำมาเช็ดรถ ก็ควรจะนำผ้าชามัวร์นั้น จุ่มน้ำให้เปียกจริง ๆ ทั้งผืน ก่อนเช็ดรถ เพราะถ้าไม่เปียกทั้งผืน แสดงว่ายังมีส่วนที่ยังไม่โดนน้ำที่ยังแข็งอยุ่ ซึ่งอาจทำให้สีรถเป็นรอยได้ง่าย
  2. การเช็ดรถนั้น ควรเช็ดตั้งแต่แผงบนก่อน เพื่อให้น้ำหยดลงด้านล่างให้หมดก่อน ไล่ลงมาด้านล่างของรถ จะได้ไม่ต้องทำงานสองต่อไงครับ
  3. ส่วนของรถดังต่อไปนี้ไม่ควรหลีกเลี่ยง ควรเช็ดให้แห้งที่สุด
  • ด้านในขอบประตูทั้งหมด 
  • ด้านในกระโปรงหลัง 
  • ด้านในฝาถังน้ำมัน
  • กระจกหน้ารถ เพื่อให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ ชัดเจน ไม่มีอะไรมาบดบัง หรือระคายเคืองสายตา
  • ล้อแม็กซ์ ควรจะเช็ด ด้วย เพราะถ้าไม่เช็ดจะเป็นคราบน้ำน่าเกลียด และถ้าปล่อยไว้นาน ๆ คราบน้ำเหล่านั้น จะเช็ดออกยาก จนถึงเช็ดไม่ออก

การดูแลรักษาสีรถยนต์ โดยวิธีการเคลือบสีรถด้วยตนเอง

  1. ล้างรถให้สะอาด ตามวิธีการข้างต้น
  2. เช็ดรถให้น้ำหมาด ๆ
  3. เทน้ำยาเคลือบสี ลงบนผ้านุ่ม ขอเน้นว่าผ้านุ่มนะครับ ที่มีน้ำหมาด ๆ
  4. เช็ดบนตัวรถ โดยวนเป็นก้นหอย ให้ทั่วบริเวณตัวรถ
  5. ทิ้งน้ำยาไว้ตามระยะเวลาที่รถบุไว้ข้างกระป๋อง (ถ้าเป็นของคาร์แลค 68 จะทิ้งน้ำยาไว้ประมาณ 30 นาที)
  6. ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือผ้านุ่ม เช็ดน้ำยาออกให้หมดทั่วตัวรถ

ความแตกต่างในการขัดเคลือบสี และการเคลือบสีเพียงอย่างเดียว

การขัดและเคลือบสี

คือการที่เรานำสิ่งสกปรกฝังแน่นที่อยู่บนหน้าแลคเกอร์ของสีรถออกไป คือทำให้รถมันมีประกายดัวยตัวของแลคเกอร์รถที่แท้จริง เมื่อรถไม่มีคราบแล้ว เราก็ปกป้องความใส สวยของผิวสีรถนั้น ด้วยการเคลือบสี ทับลงไป ซึ่งจะทำให้รถมีความเงางาม ใส ไม่มีคราบสกปรกฝังอยู่แต่อย่างใด รถจะสวย ใสอยู่ตลอดเวลา ผิวสีรถจะลื่น น้ำไม่เกาะและฝุ่นไม่เกาะ รถไม่หมอง นอกจากจะให้ความสวย ใส เงา งามของรถ แล้ว ยังให้การปกป้องผิวสีรถจากสิ่งสกปรกต่าง ๆ แสงแดด ยางมะตอย ริ้วรอย มูลนก ยางไม้ และมลภาวะอื่น ๆ ที่ทำให้สีรถเสียหายได้อีกด้วยครับ

หมายเหตุ: บางคนอาจจะกลัวว่า การขัดเคลือบสีนั้น จะทำให้หน้าแลคเกอร์ผิวสีรถบางลง แต่ถ้าเป็นที่ศูนย์บริการมาตรฐาน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ และมีน้ำยาและอุปกรณ์ที่มีคุณภาพเรื่องปัญหาที่การขัดเคลือบสีน้ันจะทำให้แลคเกอร์บางลงจะไม่มีครับ

การเคลือบสีรถ

เป็นการปกป้องสีรถเช่นกัน แต่สีรถอาจจะดูหมองๆ เนื่องจากการเคลือบสีอย่างเดียวบ่อยๆ นั้น ถ้าบนผิวสีรถ มีคราบสกปรกฝังอยู่ ก็จะทำให้ผิวสีรถไม่ใส แล้วถ้าเคลือบทับไปบ่อยๆ ก็จะทำให้คราบสกปรกเหล่านั้น ฝังตัวแน่นขึ้นด้วย แล้วถ้าแย่ไปกว่านั้น ถ้ามีละอองสีหรือยางมะตอยฝังอยู่ โดยที่เราไม่รู้ ทำให้ไม่ได้ขจัดมันออกไปก่อน แล้วเคลือบทับลงไป จะทำให้สิ่งเหล่านี้ ไปกัดกิน ผิวสีรถได้ ทำให้ผิวสีรถเป็นรู เล็กๆ และทำให้รถดูหมองแต่ในขณะเดียวกันก็ไเป็นการป้องกันผิวสีรถเช่นกันครับ

เป็นยังไงกันบ้างครับ อาจจะเยอะไปและดูยุ่งยากไปซะหน่อยนะครับ แต่ก็เป็นประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งสำหรับคนที่คิดจะออกกำลังกายล้างรถเอง หรือไปจ้างที่ร้านล้างให้ โดยเฉพาะเวลาไปที่ร้านล้างรถ เราควรจะรู้ว่าอะไรควรมิควรครับ ไม่ใช่ไปที่ร้านล้างรถ เอาผ้าอะไรก็ไม่รู้มาเช็ดรถเรา ในผ้าอาจมีเศษทรายที่ลูบรถทีเดียวเป็นรอยไปทั้งคัน อันนี้ผมก็เจอมาแล้วครับ