ถอดแบตเตอรี่อย่างไรจึงจะปลอดภัย


ก่อนที่ผมจะเริ่มเรื่องตามหัวข้อ ผมก็คงต้องบอกกันก่อนว่า แบตเตอรี่รถยนต์ส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานประมาณ 1.5-2 ปี ถ้ามากกว่านี้ก็จะมีอาการแปลกๆเช่น สตาร์ทยาก ไฟตก เนื่องมาจากว่าแบตเตอรี่เริ่มที่จะเสื่อม ถ้าแบตเสื่อม แรงดันไฟของแบตเตอรี่ที่จะส่งออกไปเลี้ยงอุปกรณ์ต่างๆในรถก็จะไม่พอ มันก็จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ เคยเจอไหมครับว่า น้ำกลั่นเต็ม (สำหรับแบตเตอรี่แบบเปียก) ไฟก็มีนะ แต่สตาร์ทไม่ติด สตาร์ทยาก หรือสตาร์ทติดแล้ว เปิดแอร์หรือวิทยุปุ๊บ ไฟวูบลงทันที ถ้าเจออาการแบบนี้ให้รู้ไว้เลยว่า นี่คืออาการของแบตเตอรี่เสื่อม แรงดันไฟฟ้าในแบตเตอรี่มันไม่พอ หรือเรียกอีกอย่างว่าไฟไม่พอนั่นเอง

ถ้าแบตเตอรี่มันเริ่มเสื่อมแล้วเรารู้ก็ยังดีนะ เพราะยังขับไปให้ร้านเปลี่ยนให้ใหม่ได้ แต่ถ้าไม่รู้แล้วดันเกิดปัญหาการทางล่ะ แล้วเราต้องทำการจั๊มแบตเตอรี่จากรถคันอื่นหรือต้องเปลี่ยนเอง จะเปลี่ยนยังไงถึงจะปลอดภัยล่ะ เพราะถ้าเราไม่รู้ ถอดขั้วใส่ขั้วแบตเตอรี่ผิดขั้นตอนมันก็จะทำให้เกิดการสปาร์คขึ้น ถ้าสปาร์คแรงก็อาจจะเกิดอันตรายกับอุปกรณ์ในรถหรือกับตัวเราได้นะครับ

ทีนี้ผมก็เข้าเรื่องเลยละกันว่า เราจะทำอย่างไรจึงปลอดภัย

การเปลี่ยนแบตเตอรี่ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเปลี่ยนแบตเตอรี่ ก็ต้องมีวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้การเสียหายเกิดขึ้น ข้อพึงระวังสำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรี่เอง คือ

  1. ต้องดับเครื่องก่อนเปลี่ยนแบตเตอรี่ทุกครั้ง (OFF)
  2. ในการถอดแบตเตอรี่ ต้องถอดขั้วลบ (-) ออกก่อนเสมอ เพื่อป้องกัน การลัดวงจร
  3. และเมื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่เข้าไป ต้องใส่ขั้วบวก (+) ก่อนเสมอ

จำหลักง่ายๆ “ถอดลบ (-) ใส่บวก (+)” เสมอ เพื่อป้องกันการลัดวงจรและเกิดประกายไฟกับรถยนต์แสนรักของคุณ เพราะถ้ามันลัดวงจรแรงๆ กล่อง ECU พังได้เลยนะครับ แล้วกล่อง ECU มิใช่ถูกนะครับ ผมเจอมาแล้ว โดนไปเป็นหมื่นเลยเชียว แถมต้องรอของอีกเป็นอาทิตย์

การดูแลแบตเตอรี่เพื่อการใช้งานที่คุ้มค่า

การดูแลแบตเตอรี่ ให้ถูกวิธีจะช่วยให้เราใช้งานแบตเตอรี่ได้คุ้มค่าที่สุด ด้วยวิธีการง่ายๆ ดังนี้

  1. ตรวจสอบสภาพของแบตเตอรี่เสมอ อย่าให้มีรอยแตกร้าว เพราะจะทำให้แบตเตอรี่ไม่เก็บประจุไฟฟ้า
  2. ดูแลขั้วแบตเตอรี่ให้สะอาดเสมอ ถ้ามีคราบเกลือเกิดขึ้น ให้ทำความสะอาด
  3. ตรวจสภาพของระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่ทุกๆ 1 สัปดาห์
  4. ตรวจเช็กระบบไฟชาร์จของอัลเตอร์เนเตอร์ ว่าระบบไฟชาร์จต่ำหรือสูงไป ถ้าต่ำไป จะมีผลทำให้กำลังไฟไม่พอใช้ในขณะสตาร์ตเครื่องยนต์ หรือถ้าสูงไปจะทำให้ น้ำกรดและน้ำกลั่นอยู่ภายในระเหยเร็วหรือเดือดเร็วได้ ในช่วงเวลาเดียวกัน
  5. ช่วงที่มีอากาศหนาวหรืออุณหภูมิต่ำ ประสิทธิภาพการแพร่กระจาย ของน้ำกรด และน้ำกลั่นจะด้อยลง เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้กระแสไฟมากๆ ขณะอากาศเย็น
  6. ควรศึกษาถึงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่และไดชาร์จ เพื่อที่จะให้วงจรการไหลของไฟฟ้าเป็นไปด้วยดี
  7. ควรเติมน้ำกลั่นให้ได้ตามระดับที่กำหนด ไม่ควรเติมต่ำหรือสูงเกินไป

เราจะทราบได้อย่างไรว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อม

เมื่อเราใช้แบตเตอรี่ไปได้สัก 1 ปีครึ่ง หรือ 2 ปี แบตเตอรี่จะเริ่มเสื่อมสภาพ หากสังเกตดีๆ เมื่อแบตเตอรี่ใกล้เสื่อมสภาพจะมีสัญญาณเตือนดังนี้

  1. เครื่องยนต์เริ่มสตาร์ทติดยาก
  2. ไฟหน้าไม่ค่อยสว่าง
  3. ระบบกระจกไฟฟ้าทำงานช้าลง
  4. ระบบไฟฟ้าในรถทำงานผิดปรกติ

เมื่อมีสัญญาณเตือนดังนี้ ก็เข้าร้านที่ไว้ใจได้ เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เลยครับ

ผมก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่ใช้รถไม่มากก็น้อยนะครับ