รักพี่เสียดายน้อง ระหว่าง Eco Car กับ Hybrid


ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับลงมาอย่างต่อเนื่องก็เถอะ แต่ถ้าเทียบกับอดีตแล้วก็ยังถือว่าราคานำ้มันก็ยังสูงอยู่ดี และที่สำคัญก็คือว่าเราคนไทยใช้น้ำมันแพงกว่าต่างประเทศซะอีกนะครับ ในเมื่อราคาน้ำมันคือปัจจัยหลักสำหรับคนที่ใช้รถในชีวิตประจำวัน นั่นก็หมายถึงว่า เวลาเราจะเลือกซื้อรถมาใช้ซักคัน เรื่องอัตราการประหยัดน้ำมันก็จะเป็นปัจจัยหลักในการลำดับต้นๆเสมอเพื่อเราจะได้ใช้รถแบบสบายกระเป๋ากันซักหน่อย

ในปัจจุบันเทคโนโลยีของรถยนต์ก็ก้าวล้ำไปไกลพอสมควร มีเทคโนโลยีต่างๆมากมายมาช่วยให้รถรุ่นใหม่ประหยัดน้ำมันมากกว่าเดิมเยอะมาก แน่นอนครับ เรื่องเทคโนโยลีที่ว่าก็คงจะหนีประเด็นที่ฮอตฮิตสุดๆในตอนนี้ไม่ได้นั่นก็คือ อีโค่คาร์ และ ไฮบริด โดย รถยนต์ “อีโค่คาร์”  ที่สร้างกระแสให้คนในประเทศหลายคนหันมาสนใจในขนาดและความน่าน่ารัก แต่ในขณะที่อีกด้านเทคโนโลยีขั้นสูงชั้นนำ “รถไฮบริด” แม้รัฐจะยังไม่สนับสนุนแต่ก็ให้ความประหยัดแบบล้ำโลก และอาจจะเรียกว่ามันคือก้าวต่อไปของโลกยานยนต์ ที่วันนี้เราจะมาเปรียบมวยกัน ในแบบคนอยากมีรถ

เมื่อพูดถึงการขับขี่ในแบบการใช้งานจริงแล้ว แม้ราคาที่ถูกประกอบกับการลงตัวด้วยอัตราภาษีที่ได้คืนตาม”นโยบายรถคันแรก” ทำให้หลายคนคิดอยากจะมีรถ “อีโค่คาร์” มาใช้งาน ด้วยการโฆษณาที่อิงตัวเลขประหยัด 20 ก.ม./ลิตร หรือมากกว่าด้วยซ้ำสำหรับบางแบรนด์บางรุ่น ทำให้เป็นที่สนใจมากมายในทุกระดับชั้นของผู้บริโภค แต่อันที่จริงแล้วก็ต้องแลกด้วย การทำเครื่องยนต์ให้มีพิกัดที่เล็กลง ด้วยตามกฏอีโค่คาร์ที่ภาครัฐบาลได้นำเสนอคือ เครื่องยนต์ในรถประเภทนี้ ต้องไม่เกิน 1,300 ซีซี ในกลุ่มเครื่องยนต์เบนซิน และยังมีการเปิดช่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล แต่จำกัดพิกัดที่ 1,400 ซีซี ที่ต้องผ่านมาตรฐานไอเสีย ยูโร 4 หรือปล่อยไอเสียไม่เกิน 120 กรัม/ก.ม.  ที่ยังมีตัวเลขประหยัดระดับ 20 ก.ม./ลิตรค้ำคอ เช่นเดียวกับมาตรฐานความปลอดภัย

สิ่งที่เราจะสังเกตได้คือ อีโค่คาร์คือรถที่ต้องปฏิบัติตามกฏอย่างเคร่งครัด ทำให้มันเป็นผลถึงการออกแบบโดยเฉพาะขนาดของตัวถังที่จะเล็กลงกว่าเดิม มีขนาดย่อมหรือเท่ากับซับคอมแพ็คคาร์ ทำให้อาจจะไม่ได้รับความสะดวกสบายมากนัก เมื่อเทียบกับรถขนาดซิตี้คาร์หรือใหญ่กว่านั้น หรือพูดง่ายๆ ว่า อีโค่คาร์เป็นการรย่อยขนาดตอบสนองในความประหยัดล้วนๆเลยนั่นเองครับ

กลับกันในฝั่งของรถไฮบริดเองเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสาน โดยใช้ชุดมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาพ่วงในการตอบสนองการขับขี่ โดยเฉพาะย่านความเร็วต่ำ พร้อมกับปรับเครื่องยนต์ให้ตอบสนองในการชาร์จไฟแบตเตอร์รี่ และยังสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยปัจจจุบันแม้บ้านเราอาจจะคุ้นเคยกับรถไฮบริดของ  “โตโยต้า” แต่ก็มีค่ายรถยนต์อีกมากที่รถยนต์ในรูปแบบนี้  เช่น BMW, Honda และอื่นๆอีกมากมาย

การทำงานที่เป็นไปในลักษณะส่งเสริมกันและแยกจากกันนั้น ทำให้มันมีความประหยัดมากขึ้น โดยการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าตอบสนองในรอบความเร็วต่ำ ลดการใช้น้ำมันในการสร้างกำลังจากเครื่องยนต์โดยตรงแต่ในขับขี่แล้วใช้งานจริงเครื่องยนต์ก็ยังเข้ามามีบทบาทเช่นกันแต่น้อยลง โดยเฉพาะในความเร็วต่ำ ช่วยในการประหยัดน้ำมันและทำให้มีความประหยัดในระดับดีมากๆเลยทีเดียว และหากขับดีๆอาจมากกว่าอีโค่คาร์ ด้วยซ้ำ (อืม…น่าคิด) โดยที่ไม่สูญเสียในเรื่องการตอบสนองความสะดวกสบาย นั่นก็หมายถึงถ้าอยากจะแรงก็แรงได้ครับ และเช่นเดียวกันกับเรื่องของสมรรถนะที่ดีกว่า จากการทำงานที่สามารถร่วมกันได้ของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยให้มีกำลังแรงบิดเพิ่มมากยิ่งขึ้นจากเดิม

อย่างไรก็ดีข้อหนึ่งที่เราอาจจะต้องยอมรับคือว่าอีโค่คาร์มีราคาค่าตัวและค่าบำรุงรักษาที่น้อยกว่าและง่ายกว่า ด้วยมันไม่ผิดแปลกจากรถธรรมดามากมายอะไรนัก แต่กลับกันในรถไฮบริดอาจจะมีค่าตัวและค่่ารักษาที่แพงกว่าอยู่เยอะพอควร ซึ่งสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือระบบแบตเตอร์รี่ของมันที่อาจจะมีราคาไม่ถูกนัก แต่ก็มีอายุการใช้งานที่นานโดยในต่างประเทศมีการวิจัยพบว่ าแบตเตอร์รี่ไฮบริดจะมีอายุใช้งานราวๆ 470,000 ก.ม. ก่อนจะเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน ซึ่งเมื่อมองตัวเลขดังกล่าวมันมีอายุการใช้งานเทียบเท่ากับอายุ 8-9 ปี ซึ่ง จากวันนี้ในอนาคตข้างหน้า เราอาจจะโอกาสใช้รถไฮบริดที่มีราคาถูกลงและหมายถึงราคาแบตเตอร์รี่ไฮบริดอาจจะไม่แพงก็ได้

หากมองตามหลักการทำงานของเครื่องยนต์แล้ว จะเห็นได้ว่า ทั้ง 2 ต่างมีจุดประสงค์เดียวกันในเรื่องความประหยัด แต่กลับมีการใช้แนวทางในการสร้างตัวเลขและตอบสนองที่ต่างกัน ทว่าสิ่งที่สำคัญตามมานั้นคงไม่พ้นในเรื่องของความคุ้มค่าและเหมาะกับเงินในกระเป๋า ในลักษณะที่คุณใช้งาน สำหรับผมแล้ว ก็ต้องถามตัวเองก่อนว่าจุดประสงค์ในการใช้งานรถหลักๆเลยคืออะไรครับ ราคาค่าตัวของรถมีความสำคัญอะไรหรือเปล่า ถ้าจะใช้รถยนต์ที่เน้นความประหยัดและความคุ้มค่าล้วนๆทั้งระยะสั้นและระยะยาวโดยไม่คำนึงถึงเรื่องสมรรถนะและรูปลักษณ์หรือความโอ่อ่าแล้ว ผมก็คงต้องยกให้อีโค่คาร์ล่ะครับ แต่ถ้ามีประเด็นเรื่องสมรรถนะและเรื่องอื่่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้วก็คงเทใจไปทางรถยนต์ไฮบริดครับ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว ก็คงต้องคำนวนกันดีๆอีกทีทั้งระยะสั้นและระยะยาวนะครับว่ารถยนต์แบบไหนคุ้มค่าเม็ดเงิน ความประหยัดและเหมาะกับการใช้งานหลักของเรามากกว่ากันนะครับ

Source: Auto Sanook