Eco Car ตัวไหนบ่งบอกถึงความเป็นคุณ?


สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหารสำหรับตลาดรถยนต์อีโค่คาร์ ที่เรายังอยากเห็นค่ายรถยนต์ต่่างๆมาลงทำตลาดเพิ่มมากขึ้น แต่เมิ่อเทียบกับปีที่แล้ว ถือว่า “อีโค่คาร์” มีตัวเลือกมากยิ่งขึ้น และถึงวันนี้ เรามีตัวเลือกว่า 5 รุ่น ที่สามารถตอบโจทย์โดนใจคนอยากมีรถได้ ยังไงประเทศไทยเราก็ถือว่ายังโชคดีกว่าที่อื่นๆเยอะในตลาดรถประหยัดน้ำมันอย่าง อีโค่คาร์ นะครับ เพราะว่ามาให้เลือกหลายรุ่นมากหน้าหลายตาเลยจริงๆครับ

หลากรุ่นหลากทางเลือก เท่ากับผู้ซื้อมีสิทธิ์ที่จะเลือกมากยิ่งขึ้น และถ้าวันนี้ใครกำลังคิดจะซื้อเจ้ารถเหล่านี้เรามี บทวิเคราะห์ของทั้ง 5 รุ่นแบบสั้นๆ ที่คุณอาจจะอยากรู้ หลากเรื่องจริงที่มีรถเหล่านี้

Nissan March

ต้องเรียกว่าเป็นคันแรกของ “อีโค่คาร์” ที่แม้จะโดนคู่แข่งมาสมทับ แต่ก็ยังขายไปได้เรื่อยๆ ด้วยกระแสที่มาแรงและของเล่นพวกของแต่งเยอะขึ้นเป็นเงาตามตัวแถมความประหยัดน้ำมันก็ใช้น้อยทำให้ Nissan March ยังยืนได้บนเวทีนี้

ถึงจะมานานเมื่อเทียบกับรายอื่นๆ แต่เรื่องของจุดเด่นรถคันนี้อยู่ที่การออกแบบที่ลงตัวได้ ทั้งภายนอกและภายใน ที่เพิ่งเพิ่มเบาะแบบพับได้ 60/40 เข้ามา พร้อมกับ”ม่วงน้อยกลอยใจ” สีใหม่ที่น่าจะโดนใจใครหลายคนใช่น้อย รวมถึงโปรโมชั่นที่มาต่อเนื่อง และเรื่องการบริการหลังการขายที่ค่อนข้างครอบคลุมอยู่แล้ว ทำให้ March ยังเป็นอีโค่คาร์ที่หลายคนหมายปอง

Honda Brio 

ตามมาเป็นค่ายที่ 2 ของตลาดที่หวังมาปลุกปั้นสาวกให้หันมาประหยัด และ Brio เองก็ทำตามโจทย์นั้นได้ดีพอสมควร สิ่งที่ดีใน Honda Brio คือสมรรถนะการขับขี่ของเครื่อง 1.2 ลิตร ให้กำลังถึง 90 แรงม้า กับเครื่อง 4 สูบแถวเรียง ทำให้หลายคนยากที่จะอดใจ เช่นเดียวกับระบบกันสะเทือนที่ตอบสนองได้จนลงตัว

อย่างไรก็ดี Brio ก็เจอเรื่องขลุกขลักด้านการออกแบบ เช่นความไม่กลมกลืนด้านหน้ากับด้านท้าย หรือที่โดนหนักคือกระจกหลังบานใหญ่ให้ความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัย แถมไม่มีฟังชั่นไล่ฝ้าและปัดน้ำฝนหลังทำให้เป็นอุปสรรคในการขับขี่  โดยเฉพาะยามฝนตก แถมล็อคความเร็วที่ 140 ก.ม./ช.ม. ด้วย แต่กระนั้น ถ้าสิ่งที่เรากล่าวมามองข้ามไปได้ เรื่องบริการหลังการขายของ Honda ถือว่าดีเยี่ยมมาก ในฐานะแบรนด์ตลาดที่มีดีในเรื่องนี้อยู่แล้ว

Nissan Almera 

อาจจะเรียกว่ามีดีแทบทุกด้านสำหรับคันนี้ ทั้งเรือนร่างที่ใหญ่เทียบใกล้เคียงคอมแพ็คคาร์ ที่สร้างความแตกต่างไม่เหมือนใคร ในเรือนร่างแบบ 4 ประตู และเป็นรุ่นเดียวที่มีในตลาดตอนนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครสามารถเทียบเคียงได้

เครื่องยนต์ที่อาจจะยกของ March มาใช้ แต่การพ่วงระบบอัจฉริยะที่เรียกว่า Idlig Stop ก็ทำให้มันลงตัวมากยิ่งในเรื่องความประหยัด แต่เทคโนโลยีนี้ก็กลายเป็นดาบ 2 คม เพราะมีหลายคนหวั่นใจว่า ความสบายจะขาด หรืออาจจะไม่เหมาะกับเมืองไทยก็ได้

จากที่ทดลองขับจริง Nissan Almera ค่อนข้างตอบโจทย์ในเรื่องการใช้งานพอสมควร รถมีความลงตัวอย่างพอดิบพอดี เรื่องที่หลายคนเกี่ยวกับความทรงพลัง อาจจะไม่ได้ปรู๊ดปร๊าด แต่ถือว่าเพียงพอที่จะใช้งานจริงพร้อมความประหยัด  ในส่วนของเบาะหลังคนตัวสูงนั่งได้สบายอาจจะมีปัญหาบ้างในเรื่องของพื้นที่เหนือหัว แต่เรืองความกว้างขวางในหมู่อีโค่คาร์คันนี้ต้องยกให้เป็นที่หนึ่งกันเลย

อย่างไรก็ดีเราพบเรื่องละเอียดอ่อนอยู่บ้างในคันนี้ นั่นคือเรื่องของความเบาของตัวรถที่อาจจะเป็นปัญหายามที่เราขับด้วยความเร็วสูงๆเพราะความยาวของฐานล้อจะทำให้รู้สึกว่าท้ายไม่เชื่อง นั่นคือท้ายมีอาการสะบัดหน่อยๆ แต่ทั้งหมดนั้นควบคุมได้ไม่เกินความสามารถของช่วงล่างที่นุ่มและหนึบไปพร้อมกัน

Suzuki Swift 

Suzuki Swift นั้นได้รับความสนใจกันอย่างล้นหลาม จนหลายคนถามไถ่กันมาโดยตลอด เพราะนี่คืออีโค่คาร์ที่จับร่างของซิตี้คาร์ หรือซับคอมแพ็คคาร์ B (B Segement Sub-Compact Car) มาลงตลาดด้วยเรือนร่างที่พอคุ้นหน้าตาอัพเดทความทันสมัยมากยิ่งขึ้น เรียกว่าดูหล่อเหลาเอาการเลยทีเดียว ทำให้รถรุ่นนี้มีความลงตัวมากยิ่งขึ้นในหลายๆด้าน ทั้งความใหญ่ของตัวรถ และที่โดดเด่นสุดคือความสปอร์ตของตัวรถ ในการออกแบบที่โดนใจหลายคน จนบางคนตั้งใจออกไปแต่งเป็นรถ Mini กันเลย

ข้อดีของ Swift  จากที่ขับจริง เราพบว่า รถคันนี้มีการตอบสนองหลายๆอย่างได้ลงตัว เช่นกำลังเครื่องที่เท่า Brio แม้จะมีขนาดใหญ่กว่า แต่ด้วยระบบวาล์แปรผันคู่ก็ทำให้มันตอบสนองได้ดี ช่วงล่างก็อออกแบบมาลงตัวเป็นอย่างยิ่งหนึบแน่นในสไตล์ของรถยุโรป จนเรียกว่าอาจจะลงตัวทุกอย่าง

อย่างไรก็ดี อาจจะพบว่าใน Swift อาจจะดูดีในหลายๆด้าน แต่เรื่องประหยัดอาจจะทำให้ต้องคิดหนัก โดยในการทดสอบรุ่นท๊อป เราขับขี่ในเมืองสภาวะรถติดหนักสุดๆได้ 11.6 ก.ม./ลิตร แต่ยังดีที่นอกเมืองตีตื้นมาที่ 15.8 ก.ม./ลิตร ในการเดินทางความเร็ว 115 ก.ม./ช.ม. แต่ถ้ามองว่าเจ้ารถประเภทนี้เกิดมาขับในเมืองคงต้องยอมรับว่า มันอาจจะดุสวย แต่ประหยัดอาจจะต้องทำใจเล็กๆ เช่นเดียวกับศูนย์บริการที่ยังไม่มากมายนักแต่ Suzuki ก็กำลังเร่งขยายอยู่

Mitsubishi Mirage 

มาถึงน้องสุดท้องที่สุดในตลาดบ้านเรา นั่นก็คือ Mitsubishi Mirage โดยทาง Mitsubishi หมายมั่นปั้นมือเอามาทำสงครามในตลาดรถอีโค่คาร์ และมันก็ทำได้ดีพอสมควร ด้วยการลงตลาดอย่างเป็นทางการของ Mitsubihi Mirage ซึ่งออกแบบได้อย่างลงตัวมีเอกลักษณ์ความสปอร์ตอย่างเต็มเปี่ยม แต่อาจจะมาสะดุดตรงบั้นท้ายเล็กๆน้อย ที่ไฟท้ายของมันน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ก็ปลอบใจด้วยกันชนที่เอาหลักอากาศพลศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้มันค่อนข้างตอบสนองได้ดีและลงตัวไม่น้อยในการขับขี่ที่มีสเถียรภาพสูง ให้ข้อมูลเสริมอีกหน่อยว่าเจ้า Mitsubishi Mirage เป็นอีโค่คาร์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เสียดทานน้อยที่สุดในตลาดตอนนี้นะครับ

เรื่องเครื่องยนต์ก็ประหยัดดี ซึ่งจากการขับทดสอบเราได้อัตราประหยัดนอกเมืองที่ความเร็ว 110 ก.ม./ช.ม. ที่ 16.98 ก.ม./ลิตร ในการเดินทาง รวมถึงช่วงล่างของรถคันนี้ตอบสนองได้ดี ด้านหน้าห้องโดยสารถือว่ากว้างขวางกำลังดี นั่งไม่อึดอัดเกินไป ด้านหลังคนสูงใหญ่ก้นั่งได้พอดีๆแค่อาจจะเข่าชิดเฉยๆไม่ซีเรียส แต่ที่ดูเหมือนเป็นจุดอ่อนคือเรื่องของยาง ที่แม้จะให้ยางประหยัดน้ำมันมา แต่การมาขนาดเดียวทุกรุ่นที่ให้ 165/65/R14 ก็อาจจะทำให้มันตอบสนองไม่ดีเท่าที่ควร เช่น ยามฉุกเฉิน ทั้งที่ช่วงล่างของมันทำได้ดีมากจนต้องยกนิ้วให้ เรียกง่ายๆว่าเปลี่ยนยางแล้วขับดีขึ้นกว่านี้อีกแน่นอน

ทั้งหมดที่พูดมานี้คือการวิเคราะห์สั้นๆหรือเรียกว่ารวบรวมเรื่องราวที่เกี่ยวกับ “อีโค่คาร์” ที่วางขายในตลาดทั้งรุ่น ที่หลายคนกำลังสนใจ ส่วนที่เหลือนั้นคุณเองต้องลองมองอ๊อพชั่น แล้วคิดตามว่าราคาที่ค่ายรถนำเสนอคุ้มค่าที่จะจ่ายหรือไม่ ในแบบที่คุณต้องใช้งานเอาเองอีกทีนะครับ