เคยล้างตู้แอร์หรือยัง? จะล้างแบบไหนดีล่ะ?


เจ้าของรถหลายๆ ท่านยังไม่ทราบว่าความสกปรกของตู้แอร์เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาในระบบแอร์ ถ้าไม่ดูแลบำรุงรักษา ก็ต้องเตรียมใจเตรียมสตางค์ไว้ คงเคยได้ยินกันมาเรื่องท่อแอร์รั่ว ตู้แอร์รั่ว คอมแอร์ดัง สาระพันปัญหาที่เราไม่ค่อยเข้าใจกันเท่าไหร่ ลองคิดง่ายๆ แล้วกันว่าแอร์บ้านยังต้องล้าง แล้วแอร์รถยนต์จะยกเว้นได้อย่างไร แอร์บ้านถ้าไม่ล้างเลยจะเกิดอะไรขึ้นก็คงพอทราบกันบ้าง แล้วแอร์รถล่ะ ถ้าสกปรก แล้วจะไม่มีผลอะไรเลยหรือ ทำไมหลายคนจะซื้อที่นอน ยังต้องเลือกแบบที่ป้องกันตัวไรฝุ่น ทำไมเจ้าไรฝุ่นจะอยู่ในรถคุณไม่ได้บ้าง

ทำไมตู้แอร์ถึงรั่ว

เวลาที่แอร์ทำงาน มันจะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นบนคอยล์เย็น ทำให้เกิดคราบ ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานวันจะกลายเป็นสนิม กัดกร่อนแผงคอยล์จนรั่ว ถ้ารั่วแล้วต้องเปลี่ยนอย่างเดียว ดังนั้นการล้างตู้แอร์ปีละ 1 ครั้ง หรือทุก 20,000 กม. จึงเป็นการป้องกันการเกิดสนิมอีกด้วย

การล้างตู้แอร์มีประโยชน์อย่างไร

  • ช่วยให้แอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
  • ยืดอายุคอมแอร์
  • ยืดอายุตู้แอร์
  • ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
  • ลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ (ตู้แอร์เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค เช่น เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย)

แอร์สกปรก คืออะไร?

เรื่องล้างตู้แอร์รถยนต์คงได้ยินกันมาเยอะ  สรรพคุณมากมาย ก็ต้องดีกว่าไม่ล้างแน่นอน คิดง่ายๆ ระหว่างอาบน้ำทุกวันกับอาทิตย์ละหน อย่างไหนจะดีกว่ากัน ถ้าไม่คิดเรื่องประหยัดน้ำนะ เหมือนแอร์บ้าน นานๆ ทียังถอดฟิลเตอร์มาล้าง จากนั้น 3-6 เดือน เรียกใช้บริการล้างแอร์สักครั้ง แต่ตู้แอร์รถยนต์ เรามักจะไม่รู้ว่าควรล้าง เพราะไม่มีใครบอก ศูนย์รถไม่เคยแนะนำ  อย่าลืมว่าศูนย์รถ เขาขายรถ ขายอะไหล่ เรื่องแอร์เขาก็ซื้อของข้างนอกมาใส่ไม่ได้ผลิตขึ้นมาเอง อะไรเกี่ยวกับแอร์ ถ้าไม่เปลี่ยนน้ำยาแอร์ ก็เปลี่ยนชิ้นส่วน ไม่ได้หมายความว่าศูนย์ไม่เก่งนะ แต่ความชำนาญกันคนละด้าน ถ้าหนักๆ เกินแก้ เขาก็เอารถลูกค้ามาทำที่ร้านแอร์ข้างนอกอยู่ดี

ลองมาดูกันว่า ที่เรียกว่าตู้แอร์สกปรก เกิดขึ้นได้อย่างไร

  1. อย่างแรกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นก็คือฝุ่นในตู้แอร์ ก็ค่อยๆ สะสมมากขึ้น ลองนึกภาพตามนะครับว่า ปกติลมแอร์จะผ่านตู้แอร์ ก่อนที่ลมเย็นๆ จะออกมาตามช่องแอร์มาถึงเรา คราวนี้เจ้าฝุ่นไปเกาะอยู่บนแผงคอยล์เย็นในตู้แอร์ ลมก็เลยผ่านตู้ไม่สะดวก เหมือนหน้าต่างบ้านที่ติดมุ้งลวด ลมย่อมผ่านเข้าบ้านได้ไม่ดีเท่าหน้าต่างที่ไม่มีมุ้งลวด (ทั้งนี้ต้องเปิดหน้าต่างนะ) ลมแอร์ส่วนที่ผ่านตู้แอร์ไม่ได้จะไปทางไหน ก็ต้องตีกลับเข้าไป คอมแอร์เมื่อเจอลมแอร์ตีกลับเป็นประจำ ต้องทำงานหนักขึ้น คิดง่ายๆ อะไรก็ตามที่ต้องทำงานเกินกว่าที่กำหนดไว้ นานๆ เข้าก็ต้องสึกหรอ มีปัญหา ในเคสคอมแอร์นี้ หนักสุดก็คือต้องเปลี่ยนคอมแอร์ แต่ต้องเข้าใจไว้ว่าเมื่อเปลี่ยนคอมแอร์ ค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้เฉพาะค่าคอมแอร์นะ ช่างต้องบอกแน่ๆ ว่า ตู้แอร์สกปรกนะ ล้างไปด้วย (ถ้าโชคดีมันยังไม่รั่วนะ) ค่าอะไหล่จิปาถะ ค่าน้ำยาแอร์ ค่าแรง รวมๆ กันกับค่าเสียเวลา และอาจต้องเผื่องบบานปลาย แต่จะยังไง เจ้าของรถก็ยอม เพราะมันร้อนนี่นะ
  2. กลิ่นเหม็นอับ เหม็นเปรี้ยว ถ้าคุณไม่สูบบุหรี่ ไม่ทานอาหารบนรถ คุณคงสงสัยว่ากลิ่นนี้มาจากไหน ลองคิดถึงตู้เย็นนะ ถ้าเสียบไฟตลอดเวลา ไม่แช่อาหารมีกลิ่น เวลาเปิดตู้เย็นก็จะรู้สึกถึงกลิ่นสะอาด ยิ่งตู้เย็นสมัยใหม่มีตัวดับกลิ่นยิ่งหายห่วงเรื่องกลิ่น แต่ถ้าคุณลองถอดปลั๊กตู้เย็น เอาของออกจากตู้ เช็ดทำความสะอาด จากนั้นปิดประตูตู้เย็น ผ่านไป 1 อาทิตย์ คุณมาเปิดตู้เย็นอีกครั้ง กลิ่นแรกที่คุณได้จะไม่ใช่กลิ่นเดิมที่คุณชอบ แต่เป็นกลิ่นอับ เหม็น ที่ขนาดเช็ดล้างอีกทีก็ยังคงได้กลิ่น แอร์รถก็เหมือนกัน เมื่อปิดแอร์ ดับเครื่องยนต์ ความเย็นในตู้แอร์ยังมีอยู่ กลั่นตัวเป็นหยดน้ำ เป็นคราบวุ้นในตู้แอร์ เป็นต้นเหตุของกลิ่นอับ กลิ่นเหม็นเปรี้ยว ไม่จะรถราคาแสนแพงแค่ไหน ก็ต้องเกิดวุ้นอยู่ดี หลายคนบอกว่าไม่เป็นไร เปิดแอร์ทิ้งไว้สักพัก กลิ่นจะหายไปเอง ความจริงกลิ่นไม่ได้หายไปไหน แต่จมูกของเราชินกลิ่นก็เลยรู้สึกว่ากลิ่นหมดไป
  3. เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา คราบวุ้นในตู้แอร์เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคอย่างดี เพราะความชื้นและอุณหภูมิเป็นใจ เหมือนกับตู้เย็นที่ปิดทิ้งไว้ (ไม่เสียบไฟ) เปิดอีกทีพบว่ามีคราบเชื้อรา ถ้าเป็นเชื้อแลคโตบาซิลัสอย่างที่โฆษณาในยาคูลท์คงจะดี ยิ่งเปิดแอร์ ยิ่งสูดอากาศเข้าไป ยิ่งร่างกายแข็งแรง แต่นี่มันคนละเชื้อกัน เจ้าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราจะค่อยๆ ทำให้ภูมิต้านทานเราบกพร่อง อาการส่วนใหญ่จะไปเกิดที่ระบบทางเดินหายใจ ที่คุ้นเคยกันก็คือ ภูมิแพ้ทางเดินหายใจ มีอาการเป็นหวัดน้ำมูกใส จามบ่อย บางคนก็ไปแพ้ที่อื่น เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง ก็เป็นผื่นคัน บางคนก็เคืองตา แสบตา เชื้อโรคพวกนี้ที่ฝังตัวอยู่ในตู้แอร์ ใช่ว่าสูดวันเดียวก็เป็นภูมิแพ้นะ ร่างกายรับมันทุกวัน เชื้อโรคก็จะเข้าไปทำลายเกราะของเรา เมือถึงจุดที่ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนก่อน อาการเจ็บป่วยก็จะปรากฏขึ้นมา แอร์รถเปลี่ยนอะไหล่ได้ แต่สุขภาพของเรา จะมีอะไหล่ทดแทนได้ดั่งใจหรือเปล่า ก็อย่างที่เห็นกันจนชินตา กินยากันไปตลอดชีวิต ลองสังเกตดู คนกรุงเทพ หรือ คนเมืองเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าคนที่อยู่ชนบท

แค่ฝุ่น กลิ่น และเชื้อโรค คุณก็คงบอกพอได้แล้ว จะให้ล้างตู้แอร์ก็ล้าง แต่ด้วยความที่มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับการล้างตู้แอร์ที่ทำให้หลายคนไม่อยากจะพบกับเหตุการณ์เหล่านั้น ทางที่ดีก็ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าแต่ละเหตุการณ์มีที่มาที่ไปอย่างไร
แอร์กับสุขภาพของคุณ

การดูแลทำความสะอาดตู้แอร์รถยนต์ นอกจากจะช่วยยืดอายุคอมแอร์ และลดปัญหาตู้รั่วแล้ว ยังเป็นการใส่ใจสุขภาพที่สำคัญ เชื่อหรือไม่ว่า ตู้แอร์ไม่เพียงแค่เป็นแหล่งรวมของฝุ่นละออง แต่ยังเป็นที่อยู่ของเชื้อโรค เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หลายชนิด ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคุณและครอบครัว ลองมาดูสิว่า ตู้แอร์สกปรกมีผลต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง แล้วคุณจะไม่ปฏิเสธการล้างตู้แอร์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง อีกต่อไป


ถ้าสุขภาพคุณคือเครื่องดูดฝุ่นราคาแพง

ฝุ่นจากภายนอกรถจะเข้ามาในระบบแอร์ทุกครั้งที่เปิดแอร์ ยิ่งขับรถในกรุงเทพฯ ฝุ่นละอองเยอะแยะไปหมด เมื่อฝุ่นละอองมาเกาะอยู่ตามแผงคอยล์เย็นในตู้แอร์ (เหมือนกับฝุ่นที่เกาะอยู่บนแผ่นฟิลเตอร์ของแอร์บ้าน) ทุกครั้งที่เปิดแอร์ ลมแอร์ก็จะพัดเอาฝุ่นเล็กๆ เข้ามาในห้องโดยสาร สุขภาพของคุณก็เหมือนเครื่องดูดฝุ่นราคาแพง ยิ่งนั่งอยู่ในรถนาน ก็ยิ่งสูดเอาเจ้าฝุ่นเข้าไปในร่างกาย สะสมไปเรื่อยๆ นานวันเข้า ปัญหาโรคภูมิแพ้ โรคเยื่อบุในระบบทางเดินหายใจ ก็ถามหา

ถ้าอากาศในรถไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป

บ่อยครั้งที่ล้างตู้แอร์ แล้วเจอซากแมลงที่เน่าเปื่อยตายอยู่ในตู้แอร์ อาจจะไม่รู้สึกถึงกลิ่นของเชื้อโรค แต่นี่คืออันตรายที่มองไม่เห็นและส่งผลต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง นอกจากคุณจะสูดฝุ่นละอองเข้าไป คุณยังสูดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เข้าไปอีกด้วย ไม่สนุกแน่ ถ้าวันหนึ่ง คุณพบตัวเองต้องทานยาเพราะโรคที่คุณที่ไม่คาดคิดว่าสาเหตุจะมาจากตู้แอร์ของคุณ

เครื่องฟอกอากาศ มิตรแท้แก้ปัญหาให้คุณ?

ปัญหาคงไม่หมดไป เครื่องฟอกกาศอยู่ด้านหลัง แต่ตัวคุณขับรถอยู่ด้านหน้า ลมแอร์ที่เป่าออกมา คุณสูดก่อนที่เครื่องฟอกอากาศจะฟอกอากาศดีให้คุณแน่ อีกอย่างเครื่องฟอกอากาศราคาแพง แต่ล้างตู้แอร์ราคาประหยัดกว่าเยอะ แถมมีผลดีต่อระบบแอร์ของรถอีกด้วย เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่า

ปัจจุบัน การทำความสะอาดตู้แอร์ มี 4 วิธี

1. การล้างตู้แอร์แบบถอดตู้ ต้องรื้อตู้แอร์ แล้วเอาคอยล์เย็นมาล้างข้างนอก  น้ำยาทำความสะอาดแตกต่างกันไปแล้วช่างจะใช้อะไร ที่ค่าบริการถูกๆ ต้องคอยดูว่าใช้ผงซักฟอก โซดาไฟ หรือเปล่า พวกนี้จะล้างออกยาก ดังนั้นเวลาประกอบกลับ เปิดแอร์ จะรู้สึกว่ามีกลิ่นผงซักฟอก เจ้ากลิ่นนี้บอกอะไรเรา อันดับแรก สารทำความสะอาดล้างออกไม่หมด สามารถกัดกร่อนคอยล์เย็นได้ อันดับสอง สารทำความสะอาดที่สูดเข้าไป ไม่ส่งผลดีต่อระบบทางเดินหายใจของเราเลย ถ้าคนแพ้ ก็อาจแสบตา แสบจมูกได้ ก็อย่างว่า ไม่มีของดีราคาถูก การถอดล้างตู้แอร์แบบนี้ ต้องแวคเติมน้ำยาแอร์ใหม่ และต้องเปลี่ยนไดเออร์กับวาลว์ความดัน ถ้าประหยัดงบ ไม่ยอมเปลี่ยน ท่อแอร์รั่วได้เพราะความชื้นเข้าไปอยู่ในระบบจากการถอดตู้แอร์

2. การล้างแบบไม่ถอดตู้ โดยหลักการก็เพื่อช่วยให้การทำความสะอาดนั้นง่ายขึ้น เสร็จเร็วขึ้น ทางร้านได้เงินไว โดยทั่วไป เครื่องล้างตู้แอร์จะกำหนดน้ำยาที่ต้องใช้เฉพาะสำหรับการล้าง แต่อย่างว่าแหละ บางร้านต้องการลดต้นทุน เพราะต้นทุนน้ำยาต่อคัน ไม่ถูกหลายร้อยทีเดียว ก็เลยเอา ผงซักฟอกบ้าง โซดาไฟ บ้างผสมลงไปเพื่อให้น้ำยาใช้ได้หลายคันขึ้น ทีนี้เวลาล้างน้ำยาออกจะมีปัญหา เพราะเครื่องไม่ได้ถูกกำหนดให้ล้างผงซักฟอก หรือ โซดาไฟ ผลที่ได้ เจ้าของรถจ่ายราคาแพง แต่ได้งานบริการที่ไม่มีคุณภาพ โดยคาดไม่ถึง การล้างแบบไม่ถอดตู้นี้จะเหมาะกับรถใหม่ รถที่ล้างแอร์ปีละ 1 ครั้ง หรือพูดง่ายๆ เหมาะกับรถที่ดูแลรักษาความสะอาดตู้แอร์เป็นประจำ ถ้าใช้มา 7-8 ปี แล้ว ช่างแอร์ไม่ค่อยอยากล้างวิธีนี้ เพราะตู้แอร์อาจจะรั่วอยู่แล้ว แต่ฝุ่นไปอุดรูรั่วไว้ พอล้างเอาฝุ่นออก รอยรั่วก็ปรากฎ เจ้าของรถต้องทำความเข้าใจด้วย เมื่อไม่ได้ล้างทำความสะอาดมาเป็นปีๆ อัตราเสี่ยงก็ต้องสูง

3. การฉีดสเปรย์ทำความสะอาดตู้แอร์ ไม่ต้องรื้อตู้ออกมา ฉีดสเปรย์ทำความสะอาดให้ทั่วคอยล์เย็น ก็เป็นอันเรียบร้อย คราบน้ำยาจะค่อยๆ ออกมาพร้อมกับน้ำแอร์ตามท่อน้ำทิ้ง ถ้าตู้แอร์ไม่สกปรกมาก วิธีนี้ก็พอใช้ได้ แต่คงต้องฉีดสเปรย์กันบ่อย 2-3 เดือนต่อครั้ง เพราะอยู่ในเมือง ฝุ่นจะเยอะมาก  สเปรย์บางยี่ห้อจะช่วยขจัดกลิ่นด้วย ราคาค่าฉีดสเปรย์เท่าที่ทราบมา เริ่มต้นที่ 800 บาท รวมๆ เงินแล้วก็มากกว่าการล้างตู้แอร์แบบที่ 1 และ ที่ 2

4. การใส่กรองแอร์ ไม่ใช่รถทุกรุ่นจะใช้ได้ เพราะกรองแอร์ก็ทำมาสำหรับรถอีกระดับ ช่วยกรองฝุ่นอีกวิธีหนึ่ง แต่อายุการใช้งานก็ประมาณ 5000 กม. ต้องเปลี่ยนอันใหม่ ถ้าไม่เปลี่ยน ลมจะผ่านเข้าตู้แอร์ไม่สะดวก ลมแอร์ที่ออกมาก็จะอ่อนกำลังลง ลมที่ตีกลับจะมีผลต่อคอมแอร์ เท่าที่ทราบกรองแอร์สำหรับรถบางรุ่นราคาพอรับได้ แต่บางรุ่นราคาเป็นพันบาท ไม่แน่ใจว่าที่ราคาไม่กี่ร้อยประสิทธิภาพจะเป็นอย่างไร ถ้าใช้วิธีนี้ในการทำความสะอาด ในระยะ 1 ปี ก็เสียค่าใช้จ่ายมากกว่า การทำความสะอาด แบบที่ 1 และ ที่ 2

ล้างตู้แอร์ กับ เรื่องเข้าใจผิด

สมมติว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่แอนตี้เรื่องการล้างตู้แอร์รถยนต์ เพราะได้ยินประสบการณ์เลวร้ายมาเยอะ

ความเข้าใจผิด ถ้าแอร์ยังมีลมออก มีความเย็น อย่าไปล้างเดี๋ยวตู้จะรั่ว ใช้ไปเถอะจนกว่าจะไม่มีความเย็นแล้วค่อยซ่อมทีเดียว ถ้ามาถอดล้าง เดี๋ยวตู้รั่ว

ความจริง ถ้าตู้แอร์รั่วมาก่อนแล้ว ล้างยังไงก็ต้องรั่ว แต่ที่ไม่ปรากฏอาการ เพราะเจ้าฝุ่นไปอุดรอยรั่วนั้นอยู่ พอล้างเอาฝุ่นออก รอยรั่วจึงปรากฏ ดังนั้นการล้างตู้แอร์แบบไม่ถอดตู้ จึงไม่เหมาะกับรถที่ไม่เคยล้างตู้แอร์มานานหลายปี เพราะเจ้าของรถส่วนใหญ่จะพูดว่า ก่อนทำไม่เห็นเป็นเลย (เราเองก็ใช้ประโยคนี้บ่อยเหมือนกัน) คราวนี้ต้องมาดูว่าตู้แอร์รั่วได้อย่างไร ความจริงส่วนที่รั่วก็คือแผงคอยล์เย็นในตู้แอร์ เมื่อมันอยู่ในตู้แอร์มิดชิดขนาดนั้น การทีจะไปกระแทกจนรั่วคงเป็นไปได้ยาก แผงคอลย์เย็นจะทำมาจากอลูมิเนียม เป็นซี่ๆ เรียงตัวเหมือนหม้อน้ำรถยนต์ ที่มาของการรั่วก็คือ ฝุ่น คราบสกปรก ที่เกาะอยู่บนคอยล์เย็น ทำปฎิกิริยากับความชื้น พัฒนาจนเป็นกรดสนิมค่อยทำให้อลูมิเนียมอ่อนตัวลง จนสามารถถูกกัดกร่อนได้ สรุปก็คือ ถ้าไม่คิดจะล้างเลย ตู้รั่วแน่นอน

ความเข้าใจผิด ล้างตู้แอร์ที่ดีต้องเอามาล้างข้างนอก กลิ่นถึงจะหมด

ความจริง กลิ่นหลังการล้างมาได้จากหลายสาเหตุ สารที่ใช้ล้าง วิธีการ จะบอกผลของงานได้อย่างดี เหมือนการซักผ้า ใช้ผงซักฟอกในปริมาณที่เหมาะสม ซักล้างถูกวิธี คุณก็จะได้ผ้าที่สะอาด การทำความสะอาดตู้แอร์ในปัจจุบันมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อด้อยเหมือนกันบ้างต่างกันบ้าง ถูกและดี คงใช้ไม่ได้ผล คงต้องเลือก ถ้าจะต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้กับการทำความสะอาดตู้แอร์ คุณควรได้อะไรกลับมา บางร้านใช้ผงซักฟอก หรือ โซดาไฟ ล้างแผงคอยล์เย็น ซึ่งผงซักฟอก หรือโซดาไฟ ต้องล้างด้วยน้ำปริมาณเยอะมากถึงจะขจัดออกหมด ถ้ามีตกค้าง ไอระเหยจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ดังนั้น ถ้าได้กลิ่นผงซักฟอกเมื่อเปิดแอร์ อย่าเพิ่งดีใจไป เมื่อยังมีคราบตกค้าง ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง ดีไม่ดี เร่งโอกาสการเกิดตู้รั่วอีกด้วย

หลายครั้งกลิ่นเกิดจากการตกค้างของน้ำที่ล้างทำความสะอาดตู้แอร์ ไม่กี่วันผ่านไป กลิ่นอับกลับมาแน่นอน ส่วนการล้างแอร์แบบไม่ถอดตู้จะมีการตกค้างของน้ำ เว้นแต่ว่าเครื่องล้างตู้แอร์มีโปรแกรมดูดฝุ่นดูดน้ำ การตกค้างจึงหมดไป

ความเข้าใจผิด  การล้างตู้แอร์ยุ่งยากต้องถอดรื้ออุปกรณ์ ใส่กรองแอร์สะดวกที่สุด ก็เหมือนกรองอากาศที่กรองฝุ่นไม่ให้เข้าห้องเผาไหม้

ความจริง กรองแอร์ช่วยดักฝุ่นก็จริง แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องคราบวุ้นในตู้แอร์ เรื่องกลิ่น เรื่องเชื้อโรค ยังไงความชื้นในระบบต้องเกิดอยู่ดี และต้องเปลี่ยนเมื่อถึงกำหนดเวลา เช่น ทุก 5,000 กม. ถ้าไม่เปลี่ยน ลมจะผ่านกรองแอร์เข้าตู้แอร์ไม่สะดวก ลมก็ต้องตีกลับ คอมแอร์จึงทำงานหนักขึ้น อีกอย่าง กรองแอร์ไม่ได้มีสำหรับรถทุกรุ่น ราคาก็ยังนับว่าสูงอยู่ ถ้าต้องเปลี่ยนบ่อยๆ ปีหนึ่งคิดเป็นเงินหลายตังค์อยู่นะ รถบางรุ่นก็ไม่ช่องสำหรับใส่กรองแอร์ เคยมีบางคนแนะนำว่า กรองแอร์แพงนัก ใช้สกอต์ไบร์ทแผ่นใหญ่ใส่แทนดีกว่า ความคิดเข้าท่านะ ไม่เคยลองเอง แต่จินตนาการดูแล้ว มันก็น่าจะช่วยกรองฝุ่นได้บ้างหล่ะ

ความเข้าใจผิด  เอาตู้แอร์มาล้างข้างนอกต้องสะอาดกว่า ค่าแรงก็ไม่แพง และยังได้เติมน้ำยาแอร์ด้วย

ความจริง การถอดตู้มาล้างข้างนอกต้องแวคเอาน้ำยาแอร์ออก และเติมใหม่เมื่อประกอบกลับ การถอดมาล้างข้างนอกต้องคำนึงถึงความชำนาญของช่างด้วย ยิ่งรถรุ่นใหม่ๆ รื้อยากขึ้น การออกแบบรถรุ่นใหม่เหมาะกับการล้างตู้แอร์แบบไม่ถอดตู้ นอกจากนี้ สารทำความสะอาดที่ใช้ควรจะเป็นสารที่ไม่กัดกร่อนคอยล์เย็น ที่ค่าแรงถูก ต้องคำนึงด้วยว่าเขาใช้น้ำยาอะไร และยังต้องเปลี่ยนอะไหล่ คือ ไดเออร์ และ เพรสเชอร์วาลว์ เพราะเมื่อแวคน้ำยาแอร์ออก ความชื้นจะเข้าตามท่อแอร์ทันที ถ้าไม่เปลี่ยนอะไหล่ทั้งสองตัว ความชื้นจะอยู่ในระบบ มีผลกับการทำงานของแอร์ และเสี่ยงกับการเกิดสนิมในท่อแอร์ ถ้ารั่วต้องเปลี่ยนท่อ ราคาไม่ถูก คิดง่ายๆ ถึงช่างจะบอกว่าค่าแรงไม่แพง แต่เมื่อต้องจ่ายค่าอะไหล่ที่ต้องเปลี่ยน เบ็ดเสร็จหลายพันบาท แต่ถ้าประหยัดเชื่อช่างแอร์ไม่ยอมเปลี่ยนอะไหล่ เพราะเข้าใจว่าช่างแอร์หวังดี ช่วยประหยัดเงิน ระวังให้ดี สรุปว่าถ้า แอร์เป็นแบบแขวน หรือไม่เคยล้างมานานปี ควรล้างแบบถอดตู้ดีกว่า จะได้ตรวจสภาพตู้แอร์ด้วย แต่ถ้าเป็นรถใหม่ หรือ รถที่ล้างแอร์เป็นประจำปีละ 1 ครั้ง ล้างแบบไม่ถอดตู้ ไม่วุ่นวายดี ประหยัดงบอีกด้วย

ความเข้าใจผิด กลิ่นเหม็นนิดเดียว ทำไมต้องเสียเงินแพงๆ วางน้ำหอมปรับอากาศหน้าช่องแอร์ เท่านี้หอมทั่วทั้งรถ

ความจริง น้ำหอมที่ลงทุนซื้อมาก็สมชื่อ ช่วยสร้างกลิ่นหอม หลายคนเลือกกลิ่นตามชอบ บางคนเลือกกลิ่นแรงๆ จะได้กลบกลิ่นเหม็นอับ บางคนวางพิมเสน การบูร พวกนี้เป็นสารระเหย เชื่อหรือไม่ว่าระเหยแล้วไม่ได้หายไปไหน  เคยมีตู้แอร์มาถอดล้าง ปรากฏว่าแผงคอยล์มีคราบเหนียวเต็มไปหมด ทำให้ฝุ่นเกาะได้ดีมากขึ้น ล้างออกยากขึ้น เคยคิดเล่นๆ ขนาดตู้แอร์ยังมีคราบเหนียวเกาะแบบนี้ แล้วระบบทางเดินหายใจของเราจะมีคราบแบบนี้เกาะด้วยหรือเปล่า

เป็นยังไงกันบ้างครับ โคตรจะยาวเลยใช่ไหมครับ ใช่ครับ ถึงมันอาจจะโคตรยาวแต่ก็เป็นประโยชน์กับคนใช้รถอย่างเราๆท่านๆกันนะครับ เพราะผมมั่นใจว่า หลายๆคนไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยครับ ยังไงซะผมก็ขอเอาใจช่วยให้อ่านกันให้จบนะครับ ถ้าเป็นประโยชน์แล้วจะแชร์ก็ไม่ว่ากันนะครับ เพราะจุดมุ่งหมายหลักของ blog นี้ก็คือ อยากให้แชร์ความรู้ข้อมูลกันเยอะครับ “Sharing is the power of knowledge” ครับ