Mecedez-Benz CLS Shootingbrake:นิยามใหม่สปอร์ตอเนกประสงค์


เดี๋ยวนี้ดูเหมือนว่าการใช้ภาษาเพื่อสื่อให้เห็นถึงความเป็นจริงจะถูกบิดเบือนด้วยวิธีทางการตลาดอยู่เป็นประจำ และรถยนต์รุ่น CLS ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ก็เป็นตัวอย่างที่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้

หากยังจำกันได้ในปี 2004 ตอนที่เปิดตัวรุ่นแรกออกมา ค่ายดาว 3 แฉกใช้คำว่า 4-Door Coupe ในการให้คำนิยามถึงรถยนต์รุ่นนี้ ทั้งที่นักเลงรถอย่างเราๆ ทราบกันดีว่า Coupe คือ รถยนต์แบบ 2 ประตู แต่นั่นยังไม่น่ากังวลใจเท่ากับผลผลิตใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวกับรุ่น CLS ใหม่ เพราะเมอร์เซเดส-เบนซ์ใช้คำว่า Shootingbrake ต่อท้ายรุ่น ทั้งที่มากับตัวถังแบบ 4 ประตู

ก่อนที่จะไปถึงเรื่องนั้น ทบทวนความจำสักนิดว่า Shootingbrake คือ รถยนต์ที่ฮิตอย่างมากในอังกฤษยุค 1960 ในการนำรถสปอร์ตมาขยายตัวถังและดัดแปลงให้เป็นสไตล์แวกอนแบบ 2 ประตู ซึ่งถ้ายึดนิยามตามแบบนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่ Shootingbrake จะเป็นตัวถังแบบ 4 ประตู และที่สำคัญคือจะต้องดัดแปลงจากรถสปอร์ตคูเป้

ถ้าลองหลับตาแล้วก็ปล่อยวาง ในเมื่อเบนซ์กล้านิยามให้ CLS เป็นรถสปอร์ตถึงแม้จะมี 4 ประตู (แถมเสาหลังคาหลังยังโค้งลงเพื่อให้ดูสปอร์ต) ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ CLS Shootingbrake จะต้องมากับตัวถังแบบ 4 ประตู และแทนที่จะเรียกว่า Station Wagon เหมือนกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ แต่กลับใช้คำว่า Shootingbrake แทน

เพราะ CLS คือ สปอร์ตคูเป้ที่ดันมี 4 ประตู ดังนั้น Shootingbrake ที่พัฒนาจากรถยนต์รุ่นนี้ก็ต้องมี 4 ประตูตามด้วย

แต่เอาละ…ดูเหมือนคำว่า “ช่างมันเถอะ” จะเหมาะสมกับสถานการณ์นี้มาก เราลืมๆ เรื่องตรงนี้ไปก่อนแล้วมาดูกันว่าสิ่งใหม่ของ CLS รุ่นนี้คืออะไรบ้าง

เริ่มจากนี่คือครั้งแรกของ CLS ที่มีการแตกไลน์ตัวถังที่ 2 ออกมาสู่ตลาด แต่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะไม่ได้ทำให้แฟนๆ ประหลาดใจอะไรมากมาย เพราะว่ากระแสเกี่ยวกับเรื่องนี้มีออกมานานแล้ว

แน่นอนว่าตัวรถถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของ CLS รุ่นปัจจุบัน โดยมีการออกแบบตัวถังด้านท้ายใหม่ เพื่อให้ดูสวยและสปอร์ตสมกับเป็น Wagon ผิดๆ เผลออีกแล้ว ต้องใช้คำว่า Shootingbrake โดยสิ่งที่น่าสนใจคือ ความใส่ใจในเรื่องของการเพิ่มความปราดเปรียวให้กับตัวรถโดยเฉพาะในเรื่องของหลักอากาศพลศาสตร์ เพราะ CLS Shootingbrake มาพร้อมกับค่า CD เพียง 0.29 เท่านั้น ดีพอๆ กับเก๋ง 4 ประตูเลยทีเดียว ส่วนด้านหลังมีความจุ 550 ลิตร และจะเพิ่มเป็น 1,550 ลิตรเมื่อพับเบาะหลังลงทั้งหมด

สำหรับทางเลือกในการขับเคลื่อนก็มีให้เลือกแบบเบนซินและเทอร์โบดีเซลอย่างละ 2 รุ่น เริ่มจากแบบแรกเป็นรหัส CLS350 BlueEfficiency แบบ V6 3,500 ซีซี 306 แรงม้า และ CLS500 BlueEfficiency แบบ V8 4,700 ซีซี พร้อมเทอร์โบคู่ที่มีกำลังขับเคลื่อน 408 แรงม้า ส่วนรุ่น CDI เป็นรหัส CLS250 CDI BlueEfficiency แบบ 4 สูบ 2,200 ซีซี 204 แรงม้า ที่มีค่าความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงแบบผสมอยู่ที่ 18.8 กิโลเมตร/ลิตร และ CLS350 CDI BlueEfficiency แบบ V6 3,000 ซีซีที่มีกำลัง 265 แรงม้า

ขณะที่ระบบขับเคลื่อนมีทั้งล้อหลังและ 4 ล้อรุ่น 4-MATIC ซึ่งมีขายเพียง 2 รุ่นเท่านั้น คือ รุ่น CLS500 และ CLS350 CDI

ด้านการเริ่มส่งมอบจะมีขึ้นในปลายปีนี้ ส่วนราคายังไม่เคาะออกมา ใครที่สนใจก็เตรียมเงินกันล่วงหน้าได้แล้ว